Friday, May 7, 2010

วัยหนุ่มของคาร์ล มาร์กซ


น่าแปลกใจว่า แนวคิดลัทธิ มาร์กซ ซึ่งเป็นที่สนใจศึกษาและ เผยแพร่ในสังคมไทยมาเป็นเวลา นาน แต่ผลงาน “การศึกษา คาร์ล มาร์กซ” ผู้เป็นนักคิดคนสำคัญที่ก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกท่านนี้ ยังมีการศึกษาน้อยมาก ผมเลยลองรวบรวมชีวะประวัติของ “คาร์ล มาร์กซ” มาให้สมาชิกใน กลุ่มเชียงใหม่เลี้ยวซ้าย ได้อ่านเก็บไว้เป็นข้อมูล และเป็นแนวทางในการต่อสู้ จะทะยอยลงใหทุกวัน วันนี้เป็นตอนสองครับ


DJ. 1


๔. ลัทธิเฮเกล


จากที่กล่าวมาแล้วว่า ชีวิตของมาร์กซในวัยหนุ่มเริ่มเปลี่ยนแปลง อย่างจริงจัง หลังจากที่เขารับความคิดของฟรีดริช เฮเกล (Friedrich Hegel) ดังนั้นจึงต้องเริ่มศึกษาเฮเกลเสียก่อน



เฮเกล เกิดที่เมืองสตูตการ์ตใน ค.ศ.๑๗๗๐ เข้าเรียนใน มหาวิทยาลัยทูบิงเก็น โดยศึกษาด้านศาสนวิทยา แต่เขากลับมาสนใจวิชา ปรัชญาและคลาสสิกศึกษา1 และสนใจอย่างมากในปรัชญาของ อินมานูเอล คานต์ (Imanuel Kant) ซึ่งเป็นนักปรัชญาจิตนิยมคนสำคัญ ก่อนหน้าสมัยของเขา ใน ค.ศ.๑๘๐๑ เขาได้รับตำแหน่งอาจารย์พิเศษ ที่มหาวิทยาลัยเจนา และได้ร่วมกับโจเซฟ ฟอน เชลลิง (Joseph von Schelling) ออกวารสารทางปรัชญาชื่อ ครีติช (Kritisches) แต่อยู่ได้เพียง ๓ ปีก็เลิก เพราะเฮเกลและเชลลิงเกิดแตกแยกกัน เฮเกลอยู่ที่เจนามา จนถึง ค.ศ.๑๘๐๖ ชีวิตก็เปลี่ยน เพราะในระหว่างนั้นอยู่ในระยะสงคราม นโปเลียน ปรากฏว่ากองทัพฝรั่งเศสบุกเมืองเยนาและปิดมหาวิทยาลัย เขาจึงต้องย้ายไปอยู่เมืองเบิร์นบูร์ก รับตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือ และเป็นผู้ดูแลโรงกายบริหาร จนถึง ค.ศ.๑๘๑๖ เมื่อสงครามสงบแล้ว เขาก็กลับไปเป็นอาจารย์ด้านปรัชญาอยู่เมืองไฮเดลเบิร์ก จากนั้น ใน ค.ศ.๑๘๑๘ เขาก็ย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน และอยู่จน ถึงแก่กรรมเมื่อ ค.ศ.๑๘๓๑ ดังนั้นเมื่อ คาร์ล มาร์กซ เข้าศึกษาที่ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ค.ศ.๑๘๓๘ เฮเกลได้ถึงแก่กรรมไปแล้วแต่อิทธิพล ทางความคิดปรัชญาของเขายังคงอยู่



ปรัชญาของเฮเกลก็คือ ลัทธิจิตนิยม เขาเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความจริง จะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ทั่วด้าน เฮเกลเรียกว่าเป็น จิตสัมบูรณ์ ซึ่ง เป็นตัวตนสมบูรณ์และครอบงำสรรพสิ่ง และเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกความ เป็นจริงที่มนุษย์เห็นอยู่โดยทั่วไปหรือสัมผัสได้


เฮเกลเห็นว่า โลกเชิง ประจักษ์นั้นเป็นเพียงการสะท้อนออกบางส่วนของความจริง แต่ไม่ใช่ ความจริงที่สมบูรณ์ และเขาอธิบายความจริงสูงสุดของโลกคือ หลักเหตุผล (rational) มนุษย์จะเข้าถึงความจริงได้ก็ด้วยความเข้าใจ ในหลักเหตุผล ซึ่งก็คือกระบวนการทางตรรกวิทยา แต่จุดเด่นในปรัชญา ของเฮเกลคือ ทัศนะแบบวิภาษวิธี (dialectic)


โดยอธิบายว่า จิตหรือ ตัวตนสมบูรณ์นี้แสดงออกในรูปของความขัดแย้ง ๒ ด้าน คือด้าน สนับสนุนและด้านปฏิเสธ ด้านหนึ่งเป็นบทเสนอ (thesis) ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นบทแย้ง (antithesis) และวิวัฒนาการการต่อสู้ระหว่าง ๒ ด้านที่ขัดแย้ง นี้เองจะนำมาสู่การพัฒนาของสิ่งใหม่ ที่จะเรียกว่า บทสรุป(synthesis) และบทสรุปนี้ก็จะกลายเป็นบทเสนอ (thesis) ใหม่ ก่อให้เกิดบทแย้ง (antithesis) ใหม่ และนำมาสู่บทสรุป (synthesis) ใหม่ ไปจนสิ้นสุดกระบวน การพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็นจิตสมบูรณ์อันแท้จริง



เฮเกลได้นำเอาหลักปรัชญาของตนมาอธิบายประวัติศาสตร์จาก ปาฐกถาสำคัญคือ “ปรัชญาของประวัติศาสตร์” (๑๘๒๒) เฮเกล อธิบายว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์จะพัฒนาคล้ายกับขดลวดวงกลม คือ มีลักษณะ คล้ายจะซ้ำรอย แต่จะก้าวไปข้างหน้า โดยสิ่งที่จะผลักดันประวัติศาสตร์ ให้ก้าวหน้านั้น คือเหตุผลของมนุษย์


ประวัติศาสตร์แบบเฮเกลจึงเป็น ประวัติศาสตร์ความคิด เพราะเฮเกลมีข้อสมมตว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มี เหตุผล (rational) เพียงแต่ในสภาพแวดล้อมทางสังคม มนุษย์จะดำรงอยู่ ท่ามกลางความไม่มีเหตุผล และความขัดแย้งนี้เอง จะทำให้ประวัติศาสตร์ พัฒนาในแบบวิภาษวิธี คือ สังคมมนุษย์จะพัฒนาเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักคิด เป็นเหตุให้มนุษย์รวมตัวกันอยู่เป็นสังคม


ตามนัยเช่นนี้ ก็คือ การที่มนุษย์ สร้างสังคมตามมโนคติและความปรารถนา และแปรเป็นความเป็นจริง ทางสังคม ดังนั้น สังคมในมโนคติจึงเป็นบทเสนอ สังคมในความเป็นจริง จึงเป็นบทแย้ง แล้วก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความแปลกแยก (alienation) นำมาสู่การปรับมโนคติและสะท้อนออกสู่การปฏิบัติทางสังคมใหม่กลาย เป็นบทสรุป (synthesis) ซึ่งก็จะเป็นจุดตั้งต้นของบทเสนอใหม่ กระบวนการทางสังคมจะพัฒนาเช่นนี้ จนนำมาสู่การสร้างรัฐ



ตามหลักของเฮเกล รัฐจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา ประวัติศาสตร์ แต่รัฐก็ยังมีความไม่สมบูรณ์ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของ ข้อเสนอใหม่เช่นกัน จากนั้นรัฐก็จะพัฒนาตามกระบวนการวิภาษวิธี จน นำไปสู่รัฐที่สมบูรณ์ตามจินตภาพสากลมากยิ่งขึ้น นั่นคือรัฐที่มีเสรีภาพ และสมเหตุสมผล ซึ่งโดยข้อสรุปของเฮเกล รัฐราชาธิปไตยของปรัสเซีย ขณะนั้น เป็นรัฐที่พัฒนาอย่างสมเหตุผล และใกล้เหตุผลสากลมากที่สุด2 ด้วยหลักการเช่นนี้ สังคมทุกขั้นตอนจึงมีที่มาจากการคิดเชิงตรรก (logic) ของมนุษย์ ความคิด (idea)จึงเป็นพลังผลักดันสำคัญของประวัติศาสตร์



กล่าวโดยสรุปถึงหลักปรัชญาของเฮเกล คือ ปรัชญาจิตนิยม ที่ให้ ความสำคัญแก่ความคิด ในเชิงเหตุผล ความน่าสนใจของปรัชญาเฮเกล คือการวิเคราะห์สรรพสิ่งว่ามีกระบวนการขัดแย้งภายใน และทำให้ สรรพสิ่งพัฒนา ซึ่งข้อเสนอใหม่เหล่านี้ ทำให้ปรัชญาเฮเกลเป็นที่สนใจ อย่างมาก และทำให้มีผู้ศึกษาตามมากมาย


อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เฮเกลถึงแก่กรรม กลุ่มที่สนใจปรัชญา ของเฮเกล ได้แตกออกเป็น ๒ ส่วน คือ กลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายขวา และกลุ่ม ลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย โดยประเด็นหลักที่มีความแตกต่างกัน ก็คือเรื่อง การวิเคราะห์ศาสนา จากที่เฮเกลอธิบายว่า ศาสนาเป็นรูปแบบสูงสุดแห่ง ชีวิตทางจิตวิญญานของมนุษยชาติ ศาสนาก็มีการพัฒนา แบบวิภาษวิธี เช่นกัน โดยรูปแบบที่สูงสุดตามความคิดของเฮเกล คือ ศาสนาโปรเตส-แตนต์ นิกายลูเธอรัน ของชนชาติเยอรมัน


ซึ่งเป็น การรื้อฟื้นของจิตสากล ทางศาสนา เฮเกลอธิบายว่า สาระของศาสนานั้น ความจริงก็เป็นเช่นเดียว กับปรัชญา เพียงแต่มรรควิธีในการทำ ความเข้าใจแตกต่างกัน ขณะที่ ปรัชญานั้นใช้ความคิดหรือมโนคติ ศาสนาใช้จินตนาการ อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าศาสนามีส่วนที่เป็นปรัชญาอยู่ และในส่วนนี้เองที่จะนำไปสู่ ความเข้าใจจิตสัมบูรณ์ได้


ดังนั้น กลุ่มเฮเกลฝ่ายขวา จะยอมรับว่า ศาสนา เป็นสัจธรรมที่เป็นเหตุผล และ พระเจ้าก็คือพัฒนาการของเหตุผลสมบูรณ์ ส่วนกลุ่มเฮเกลฝ่ายซ้าย นำโดย บรูโน บาวเออร์ (Bruno Bauer) ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายก้าวหน้า สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เห็นว่า สาระของศาสนานั้นคือ ความจริงที่ถูกบิดเบี้ยว การพัฒนาของศาสนาจึง มาจากด้านที่ไม่สมเหตุผล และคำสอนของศาสนาคือ มายาคติ (myth) ที่ถูกสร้างขึ้น


๕. ลัทธิเฮเกลกับมาร์กซ



ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ค.ศ.๑๘๓๘ ที่มาร์กซได้อ่านงานของเฮเกล มาร์กซรับเอาแนวปรัชญาของเฮเกลทันที ในระยะนั้น บรูโน บาวเออร์ ได้ตั้งกลุ่มศึกษาที่ชื่อว่า กลุ่ม ”ยุวชนลัทธิเฮเกล” (Young Hegelians) ซึ่ง มาร์กซเข้าร่วมด้วยทันที แนวโน้มของกลุ่มยุวชนลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย เหล่านี้ นอกจากจะวิพากษ์ศาสนาแล้ว ยังมีแนวโน้มในการวิพากษ์ รัฐปรัสเซียด้วย มาร์กซ เป็นหนึ่งในนักคิดของกลุ่มที่จะเริ่มนำเอา ลัทธิเฮเกล มาวิเคราะห์สังคมและการเมือง


คนอื่นในกลุ่มที่สำคัญก็เช่น อด็อฟ รูเตนเบิร์ก (Adolph Rutenberg) นักภูมิศาสตร์ที่หันมาสนใจ ปรัชญา คาร์ล คืปเปน (Karl Keppen) ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง เฟรเดอริก มหาราชและกลุ่มต่อต้าน พิมพ์ใน ค.ศ.๑๘๔๐ อุทิศให้กับคาร์ล มาร์กซ และคืปเปน ต่อไปจะกลายเป็นผู้สนใจพุทธศาสนา และเขียนหนังสือ เกี่ยวกับกำเนิดของพุทธศาสนา นอกจากนี้ บรูโน บาวเออร์ ก็เสนอ ผลงานของเขา ชื่อ รัฐคริสเตียนในยุคสมัยของเรา พิมพ์ใน ค.ศ.๑๘๓๘ อุทิศให้กับกลุ่มยุวชนลัทธิเฮเกล



ในด้านการศึกษา ระยะแรกมาร์กซพยายามที่จะศึกษาวิชากฏหมาย ควบคู่กับปรัชญา จึงหันไปศึกษานิติปรัชญา ผลจากการศึกษาด้าน กฏหมาย ทำให้เขาเห็นข้อจำกัดในข้อกฏหมายที่รับรองกรรมสิทธิเอกชน ว่าเป็นสิทธิธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ.๑๙๓๘ เขาก็ยกเลิก การศึกษากฏหมาย และหันมาสนใจปรัชญาแต่เพียงอย่างเดียว และ ตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๓๙ มาร์กซตัดสินใจที่จะทำวิทยานิพนธ์ในระดับ ปริญญาเอก เพื่อจะได้เข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัย ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ความแตกต่างระหว่างปรัชญาธรรมชาติของ เดโมคริตุสกับปรัชญาธรรมชาติของเอพิคิวรัส”


ในงานชิ้นนี้ มาร์กซได้ ศึกษาปรัชญาของเดโมคริตัส (Democretus) และเอพิคิวรัส (Epicurus) ซึ่งเป็นนักปรัชญากรีก ๒ คน ที่มีแนวคิดในเชิงวัตถุนิยม เดโมเครตัส คือผู้ที่เสนอว่า ปฐมธาตุนั้นคือ อะตอมและที่ว่าง อะตอมเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด มีมากมายนับไม่ถ้วนและแบ่งแยกไม่ได้ สรรพสิ่งทั้งหลายประกอบด้วย อะตอมมารวมตัวกัน เอพิคิวรัสก็ยอมรับเช่นกันว่าอะตอมเป็นพื้นฐาน ของสรรพสิ่ง แต่เน้นว่า ความรู้ของมนุษย์มาจากผัสสะ


มาร์กซได้นำ เอาปรัชญาทั้งสองสำนักมาเปรียบเทียบกัน แล้วชี้ให้เห็นว่าความคิดของ เดโมเครตัสนั้นเป็นแบบกลไก ที่เห็นว่าสรรพสิ่งดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์ ทางวัตถุ แต่กลับคิดว่าความรู้ที่ถูกต้องมาจากการคิด ซึ่งเท่ากับเป็น การตั้งข้อสงสัยต่อโลกของผัสสะ ขณะที่เอพีคิสรัส ยอมรับโลกของ ผัสสะว่าเป็นความจริงแท้ แต่พยายามที่จะคงรักษาเจตจำนงอิสระของ มนุษย์ และจุดมุ่งหมายไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นการปฏิเสธการกำหนด โดยโลกของวัตถุ


ซึ่งมาร์กซเห็นว่า ปรัชญาของเอพีคิวรัสมีข้อเด่นตรงที่ ยอมรับในจิตเสรีของมนุษย์เหนือข้อกำหนดทางวัตถุ วิทยานิพนธ์ของ มาร์กซ ถือว่าเป็นงานที่ดีมากชิ้นหนึ่ง ในการวิเคราะห์ปรัชญาวัตถุนิยม ของทั้งสองสำนัก เขาเสนอวิทยานิพนธ์ต่อมหาวิทยาลัยเจนา และได้รับ ปริญญาเอกสาขาปรัชญาในเดือนเมษายน ค.ศ.๑๘๔๑



ในระหว่างที่มาร์กซทำวิทยานิพนธ์ บาวเออร์ได้ย้ายไปเป็นอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยบอนน์ และได้ชวนมาร์กซไปทำงานที่นั่น ดังนั้นเมื่อจบ การศึกษา เขากลับไปพักผ่อนที่บ้านที่เมืองเทรียร์ ราวเดือนเศษ จากนั้น ก็สมัครเข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยบอนน์ แต่ในขณะนั้น บาวเออร์กำลังประสบปัญหา จากข้อเสนอของเขาที่วิจารณ์ศาสนา


ซึ่ง บาวเออร์เสนอว่า พระเจ้าเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริง ดังนั้นพระวรสารของพระเจ้า จึงเป็นเรื่องเหลวไหล พระเยซูจึงไม่ใช่พระบุตร และเป็นไปได้ด้วยว่า พระเยซูจะไม่มีตัวจริงทางประวัติศาสตร์ ในขณะนั้น ปรัสเซียมีการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง จากการที่กษัตริย์เฟรเดอริกวิลเลียมที่ ๔ ขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ.๑๘๔๐ และพยายามที่จะดำเนินการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น ดังนั้น รัฐปรัสเซียจึงเห็นว่า ข้อเสนอของบาวเออร์เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐในระหว่าง นั้นมาร์กซต้องกลับเมืองเทรียร์ เพราะบารอนแห่งเวสฟาเลน บิดาของ เจนนีป่วยหนัก และในที่สุด บารอนก็ถึงแก่กรรมในเดือนมีนาคม ค.ศ.๑๘๔๒ ในเดือนเดียวกับที่บาวเออร์ ถูกรัฐบาลปรัสเซียปลดตำแหน่ง จากมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงว่า โอกาสที่มาร์กเข้าซจะรับตำแหน่ง อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบอนน์หมดลงไปด้วย



มาร์กซจึงหันมาทำอาชีพนักหนังสือพิมพ์ โดยทำงานที่หนังสือ วารสารไรน์ (Rheinische Zeitung) โดยผู้ร่วมงานสำคัญของเขาคือ อาร์โนลด์ รูเก (Arnold Ruge) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ก้าวหน้าอีกคนหนึ่ง ของยุคสมัย และเป็นพวกลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้ายเช่นกัน รูเกถูกปฏิเสธจาก ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน เขาจึงมายึดอาชีพหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้และความคิดใหม่สู่ประชาชน ต่อมา บาวเออร์ก็เขียน บทความลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของรูเกเข่นกัน



สำหรับมาร์กซ เริ่มเขียนบทความลงวารสารไรน์ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๘๔๒ จากนั้น ก็ได้เขียนบทความต่างๆ ลงวารสาร อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันเขาก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง โดยตรง บรรยากาศทางการเมืองในแคว้นไรน์แลนด์ ที่เป็นที่ตั้งของ เมืองบอนน์และโคโลญนั้น มีความแตกต่างอย่างมากจากเมือง หลวงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปรัสเซีย จากการที่ไรน์แลนด์ถูก ฝรั่งเศสผนวกในสมัยสงครามนโปเลียน รัฐอิสระ ๑๐๘ นคร ถูกฝรั่งเศส ยุบรวมเหลือ ๔ จังหวัด ระบบศักดินาถูกยกเลิก เศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนา


ดังนั้น เมื่อเขตนี้จะถูกรวมเข้ากับปรัสเซียเมื่อ ค.ศ.๑๘๑๔ จึงกลาย เป็นเขตที่อิทธิพลเสรีนิยมรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในสมัย ค.ศ.๑๘๔๒ เกิดกลุ่มทางการเมืองที่เรียกว่า สโมสรโคโลญ(Cologne Circle) ซึ่งมีสมาชิก เช่น จอจ์ช จุง (Georg Jung) โมเสส เฮส (Moses Hess) และคนอื่นๆ


เป้าหมายของกลุ่มก็คือการรณรงค์เผยแพร่แนวคิด ประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายในการเรียกร้องสิทธิของราษฎร ให้มี การเมืองในระบบรัฐสภา ให้มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการบริหารประเทศ ซึ่งขัดแย้งอย่างมากกับรัฐปรัสเซียในขณะนั้น ที่เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ อำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ และมิได้ให้สิทธิแก่ราษฎร


ประเด็นของการเรียก ร้องต่อมา ก็คือ เรื่องการรวมเยอรมนีเข้าเป็นเอกภาพ กรณีนี้ ก็ยังมีปัญหา จากการที่เยอรมนีแบ่งเป็นแว่นแคว้นจำนวนมาก กษัตริย์ที่เป็นผู้ครอง แคว้น ไม่ต้องให้มีการรวมประเทศ เพราะจะทำให้ตนสูญเสียอำนาจ กลุ่มอนุรักษ์นิยม และเจ้าขุนนางในรัฐต่างๆ จึงต่อต้านการรวมประเทศ
กลุ่มโคโลญจึงผลักดันการก่อตั้งวารสารไรน์ ซึ่งเริ่มออกเผยแพร่ ในวันที่ ๑ มกราคม ค.ศ.๑๘๔๒ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นกระบอกเสียง เผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย


เมื่อมาร์กซเข้าไปประจำ กองบรรณาธิการในเดือนเมษายน ค.ศ.๑๘๓๒ อด็อฟ รูเตนเบิร์ก หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเฮเกลฝ่ายซ้ายเป็นบรรณาธิการ รูเตนเบิร์ก เป็น มิตรสนิทและเป็นผู้สนับสนุนมาร์กซอย่างมาก ความจริงวารสารนี้ถูก จับตาอย่างมากจากรัฐปรัสเซีย และต่อมารัฐบาลกลางเสนอให้ปิด วารสารนี้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นไรน์แลนด์เกรงว่า การปิดหนังสือพิมพ์จะยิ่ง ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ประชาชน จึงสัญญาว่าจะคอยควบคุม ดูแลอย่างใกล้ชิด


ดังนั้นวารสารจึงดำเนินต่อมาได้ ต่อมา ปรากฏว่า รูเตนเบิร์ก มีปัญหาในการทำงานเป็นบรรณาธิการ จากการที่เขาติดสุรา อย่างหนัก และทำให้เสียงานหลายครั้ง ทำให้มาร์กซต้องเข้าไปมี บทบาทในการบริหารกองบรรณาธิการเพิ่มขึ้น จนในเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๘๔๒ มาร์กซก็ได้รับตำแหน่งบรรณาธิการแทน
หลังจากที่มาร์กซเข้ารับตำแหน่งบรรณาธิการแล้ว วารสาร เล่มนี้ก็เป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชน ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จน กลายเป็นวารสารที่เป็นที่รู้จักในระดับชาติ ที่รณรงค์ในเรื่องประชาธิปไตย


จบตอนสอง

กาชาดวันนี้เป็นสีดำ


โดย จักรภพ เพ็ญแขที่มา


คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๓


น่าจะถูกจำจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองของไทยใหม่ เพราะนอกจากเหตุการณ์ที่มีลักษณะพิเศษ ณ สี่แยกคอกวัวเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ และเหตุยิงระเบิดที่แยกศาลาแดงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนแล้ว ยังมีละครโรงใหญ่เรื่องโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ให้ชมกันทั่วประเทศอีกด้วย


สองเหตุการณ์แรกมีคนตายและบาดเจ็บ จึงไม่ใช่เหตุแห่งความปีติอย่างใดทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้ฝ่ายกุมอำนาจรัฐในระบอบเผด็จการไทยเดิมตระหนักรู้เป็นครั้งแรกว่าฝ่ายตนมิได้เป็นผู้ผูกขาดการใช้กำลังอาวุธอย่างที่เป็นมาหลายสิบปีอีกต่อไป และฝ่ายต่อต้านอำนาจเผด็จการที่ซ่อนรูปอยู่หลังรัฐบาล “ประชาธิปไตย” เริ่มจะก่อตัวขึ้นเป็นรูปธรรมและขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน


เพราะสังคมไทยที่ขาดแคลนความยุติธรรมและอยู่ในภาวะสองมาตรฐานจนถึงขนาดถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ และ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ คงจะปราบปรามประชาชนทั้งที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์จนเลือดท่วมท้องช้างไปเสียนานแล้ว การสาดกระสุนจริงและใช้อาวุธสงครามเพื่อกำจัดประชาชนที่ไม่มีอาวุธใดๆ ในมือ เว้นแต่ข้าวของที่คว้าได้จากแถวนั้นเพื่อป้องกันตัว เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความเมตตาปรานีไม่มีอยู่ในระบบความคิดของอ้ายอีที่สั่งการ ชีวิตผู้บริสุทธิ์จะถูกคร่าไปอีกกี่ศพก็ไม่อาจรู้ได้ หากฝ่ายเขาไม่โดน “หยุด” ด้วยการต่อต้านอันเป็นประวัติศาสตร์นั้น


แต่สองเหตุนั้นบวกกันก็ยังไม่เท่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกรณีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะชี้อะไรได้ชัดเจนกว่า กรณีนี้เริ่มต้นด้วยการถกเถียงกันมานานหลายสัปดาห์ว่า บนตึกสูงหลายหลังของโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ถูกใช้เป็นที่ซุ่มซ่อนตัวของมือปืนในและนอกเครื่องแบบที่ฝ่ายตรงข้ามกับเวทีประชาธิปไตยหรือไม่ จนในที่สุดก็มีการแสดงหลักฐานสาธารณะว่ามีผู้ถืออาวุธสงครามอยู่จริง โดยซ่อนตัวอยู่ในที่จอดรถของตึก สื่อมวลชนทั่วไปก็ตีพิมพ์ภาพเหล่านั้นกันอย่างแพร่หลาย


แกนนำเสื้อแดงโดยอดีต ส.ส.พายัพ ปั้นเกตุ ก็นำกำลังจำนวนหนึ่งไปยังโรงพยาบาลจุฬาฯ จุดประสงค์คือต้องการข้อเท็จจริงว่าคนในเครื่องแบบพร้อมอาวุธสงครามเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ ก็เข้าทางเขา สื่อมวลชนและกลไกโฆษณาชวนเชื่อที่เตรียมไว้แล้วก็ออกข่าวอย่างครึกโครมในทันทีว่าโรงพยาบาลถูกบุกจู่โจมโดยแกนนำ นปช.ฯ เข้าแล้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ เปิดแถลงข่าวเรื่องย้ายผู้ป่วยออกจากตึกทุกตึกที่อยู่ใกล้ชิดที่ชุมนุม


โดยแสดงสุ้มเสียงประหนึ่งว่าคนเสื้อแดงจะยกพวกเข้ามาถล่มโรงพยาบาลเหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันประกาศหยุดบริการทั้งหมดของโรงพยาบาล โดยบอกเสียด้วยว่า ตั้งมาเก้าสิบปีไม่เคยหยุดให้บริการจนมาคราวนี้ ตามด้วยรายงานข่าวยาวๆ เกี่ยวกับเกียรติคุณของโรงพยาบาลจุฬาฯ และความรันทดใจที่ต้องหยุดให้บริการประชาชน ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการเข้าไปคนเสื้อแดง


ในวันนั้นต่อมาก็แถลงว่าได้เชิญเสด็จสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ประทับรักษาพระองค์อยู่ที่นั่นไปยังโรงพยาบาลศิริราชแทน โทรทัศน์ของรัฐก็แสดงภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากรถเข็นทรงและรถพระประเทียบที่นำพระองค์ออกไป อย่างโกลาหลเหมือนระเบิดลง โดยที่เราไม่ได้เห็นพระพักตร์แม้แต่เพียงแวบเดียวของประมุขสงฆ์ เพราะกลัวว่าเห็นแล้วจะรู้ว่าโดยพระสังขารนั้นก็ชัดเจนว่าไม่รู้พระองค์อีกต่อไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


ตามด้วยคำให้สัมภาษณ์ของ นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พ่อของอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ตอกย้ำหัวตะปูว่า เหตุการณ์นี้เสียหายร้ายแรงมากท้ายที่สุดคือการเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพยาบาลจุฬาฯ ของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ซึ่งตามข่าวแล้วเสด็จฯ แบบมีหมายกำหนดการและแบบส่วนพระองค์หลายครั้งในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โทรทัศน์ก็อัญเชิญพระราชกระแสมาว่าทรงห่วงใยคณะแพทย์ พยาบาล บุคลากร และผู้ป่วยของโรงพยาบาล


ซึ่งได้กลายเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ ของรัฐเป็นปริมาณมากและยาวนานหลายวัน แล้วนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการ ศอฉ. ก็ให้สัมภาษณ์ในท่อนท้ายของฉากแรกนี้ว่า จากนี้ไปจะปราบปรามอย่างเต็มที่ ถ้าแกนนำหรือผู้ชุมนุมจะต้องล้มตายกันบ้างในกระบวนการนั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ชัดเจน เป็นระบบ ได้อารมณ์ หากเป็นบทละครหรือบทภาพยนตร์ก็ควรได้รับรางวัลจากผู้มีวิชาชีพนี้ โดยกรรมการตัดสินคงจะเห็นเป็นเอกฉันท์


ลำดับความมาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกนิดเดียวล่ะครับว่า กาชาดไทยซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดอยู่กับโรงพยาบาลจุฬาฯ นั้น ควรเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่วางตัวเหนือความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ และไม่ควรอย่างเด็ดขาดที่จะให้ใครเขาค่อนได้ว่าเล่นการเมืองการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นอยู่แนบข้างโรงพยาบาลจุฬาฯ มานานหลายสัปดาห์ และการเข้าไปในพื้นที่โรงพยาบาลเพื่อขอทราบความจริงว่ามีอะไรที่เสี่ยงอันตรายต่อคนที่มาชุมนุมโดยสงบบ้างหรือไม่นั้นก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว


ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เหตุไฉนจึงถือโอกาสนี้ส่งเสียงร้องกรีดดังและไม่ยอมหยุดส่งเสียงจนกว่ามือปืนประจำตัวจะมาถึงละครเรื่องนี้มีความจำเป็นขึ้นมา เพราะข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า ที่ระดมใส่ขบวนประชาธิปไตยกันตลอดมาสองสามสัปดาห์นี้ล้มเหลวในการโน้มน้าวมติมหาชนและไม่อาจเร้าความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศได้ใช่ไหม?


นี่ยังไม่รวมข้อสงสัยที่ไม่เคยมีใครแถลงตอบเป็นทางการว่า รถของกาชาดไทยถูกใช้เป็นพาหนะย้ายทหารและอาวุธสงครามในระหว่างการปราบปรามประชาชนก่อนหน้านี้


แม้ปลอกแขนกาชาดไทยยังถูกนำมาใช้คล้องแขนทหารที่เข้าปราบปรามประชาชนมือเปล่าใช่ไหม?ครับ คำถามเหล่านี้ควรจะมีคนตอบ แต่เมื่อเห็นชัดว่าไม่ตอบ มวลชนที่ก้าวหน้าเขาก็แสวงหาคำตอบของเขากันเอง จะเป็นกาชาด หรือกาทมิฬ เขาตอบของเขาอยู่ในใจได้ครับ

Thursday, May 6, 2010

ผู้ต้องหาก่อการร้ายมุ่งล้มสถาบัน กับผู้ต้องหาศาลอาญาระหว่างประเทศ


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง


การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มเสื้อแดงและรัฐบาลซึ่งเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในลักษณะใด แต่ที่แน่ๆก็คือฝ่ายที่พ่ายแพ้ย่อมมีคดีติดตัวกันระนาว หากฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ แน่นอนว่าข้อหาที่พวกเขาจะได้รับย่อมไม่พ้นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อการร้าย และการมุ่งล้มสถาบัน ตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ตั้งข้อหาไว้


แต่หากรัฐบาลพ่ายแพ้เราคงได้เห็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่ผู้นำรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจตกเป็นผู้ต้องหาทั้งศาลอาญาในประเทศและศาลอาญาระหว่างประเทศตามที่แกนนำเสื้อแดงประกาศไว้คำว่า "การก่อการร้าย" หรือ Terrorism นี้ มีการพยายามอธิบายกันอย่างมากมาย อาทิ การใช้ภัยสยอง มาส่งเสริมเป้าหมายทางการเมือง


หรือการจงใจใช้หรือคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนหรือเป้าหมายพลเรือน เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมือง การก่อการร้ายของแต่ละประเทศเป็นคำที่มีการโต้เถียงกันกว้างขวางและมีนิยามหลากหลาย โดยไม่มีความหมายใดที่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์ แต่คำนี้โดยทั่วไปแล้วมักใช้เพื่อเรียกการโจมตีขององค์กรลับ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อบังคับรัฐบาลด้วยการกระทำที่ใช้ความรุนแรงต่อรัฐบาลหรือสมาชิกหรือรัฐนั้น คำนี้ยังเป็นคำที่ใช้ในทางลบเสมอและมีความหมายที่ขยายกว้างขึ้นตั้งแต่มีการประกาศสงครามกับ การก่อการร้ายจนครอบคลุมไปถึงทุกๆ กิจกรรมที่ใช้ความรุนแรง และเป็นคำที่ใช้เฉพาะเพื่อเรียกฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น


ไม่มีกลุ่มใดเรียกตัวเองว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เลยถึงแม้ว่านิยามของคำว่า การก่อการร้ายจะกว้างมาก แต่มักจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขที่มีแรงจูงใจเกี่ยวกับการเมืองและศาสนา เป้าหมาย คือ พลเมือง จุดประสงค์เพื่อข่มขู่ การข่มขู่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลหรือสังคม ผู้กระทำนั้นไม่ใช่รัฐ และการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ในส่วนของกฎหมายไทยนั้น กำหนดให้ลักษณะความผิดที่กำหนดว่าเป็นการก่อการร้าย ดังนี้



มาตรา ๑๓๕/๑ ผู้ใด กระทำการอันเป็นความผิดอาญา ดังต่อไปนี้


(๑) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใด อันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพ ของบุคคลใดๆ


(๒) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะ


(๓) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใดหรือของบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน


ผู้นั้น กระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท


การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งข้อหาการก่อการร้ายนั้นยังไม่เคยมีการดำเนินคดีในศาลไทยแต่อย่างใด


ฉะนั้น ในส่วนของการกระทำของเสื้อแดงว่าจะเป็นการก่อการร้ายหรือไม่นั้น ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยซึ่งก็รวมไปถึงข้อหาการมุ่งล้มสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย


ในทางกลับกันหากรัฐบาลตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ นอกจากจะตกเป็นผู้ต้องหาในศาลยุติธรรมในประเทศ ( national court ) ดังเช่นอดีตประธานาธิบดีชุนดูวานของเกาหลีที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตฐานสั่งฆ่าประชาชนของตนเองแล้ว ยังมีโอกาสถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย


ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court :- ICC) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ โดยธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า "Rome Statute"ตั้งอยู่ที่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับการล้างเผ่าพันธุ์และ คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คดีอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรม ที่เป็นการรุกราน


ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แตกต่างจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) ก็คือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ICJ ) มีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐ แต่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( ICC ) มีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และมีอำนาจไต่สวน ดำเนินคดี และพิพากษาคดีบุคคล


ดังนั้น ศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงเป็นเวทีสำหรับรับเยียวยา การร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่บุคคลกระทำความผิด ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ หรือว่าการกระทำนั้นจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลที่ต่อสู้ ต่อต้าน หรือเป็นขบถ หรือ มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล


หรือระบอบการปกครองที่ครองอำนาจรัฐอยู่ศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ แตกต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศชั่วคราว ( ad hoc tribunal ) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอาชญากรรมที่กระทำขึ้นในรวันดาและยูโกสลาเวียเป็นการชั่วคราว


โดยศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ โดยสามารถปฏิบัติงานได้ทันที และสามารถดำเนินการพิจารณาคดีได้เป็นประจำและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะกระทำความผิดที่ใดก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจศาลข้ามประเทศ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการพยายามที่จะดำเนินคดีทางอาญากับบรรดาเผด็จการต่างๆ และอาชญากรอื่นๆ ที่อาจจะหลบหนีคดีอาญาจากประเทศหนึ่งประเทศใดที่บุคคลเหล่านี้เคยกระทำความผิดที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม


และอาชญากรรมต่อ มวลมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการรุกรานทำลายล้างด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆอีกไม่นานเกินรอเราคงได้เห็นตอนจบ แต่จะจบลงอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ ทางการเมืองที่ประกอบกันขึ้น


แต่ที่แน่ๆ นอกจากการเมืองไทยที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปที่จะมี ผู้เล่นเฉพาะนักการเมืองในสภาและกองทัพหรือกลุ่มผลประโยชน์เดิมๆ แต่จะมีผู้เล่นกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกซึ่งคือกลุ่มการเมืองภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม ในด้านกฎหมายก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเพราะจะมีข้อหาใหม่ คือ ผู้ต้องหาก่อการร้ายมุ่งล้มสถาบัน หรือไม่ก็มีผู้ต้องหาศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในประวัติศาสตร์หน้านี้ --------------------

มาร์กซ นักปฏิวัติหนุ่ม



น่าแปลกใจว่า แนวคิดลัทธิ มาร์กซ ซึ่งเป็นที่สนใจศึกษาและ เผยแพร่ในสังคมไทยมาเป็นเวลา นาน แต่ผลงาน “การศึกษา คาร์ล มาร์กซ” ผู้เป็นนักคิดคนสำคัญที่ก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกท่านนี้ ยังมีการศึกษาน้อยมาก ผมเลยลองรวบรวมชีวะประวัติของ “คาร์ล มาร์กซ” มาให้สมาชิกใน กลุ่มเชียงใหม่เลี้ยวซ้าย ได้อ่านเก็บไว้เป็นข้อมูล และเป็นแนวทางในการต่อสู้ จะทะยอยลงใหทุกวัน เริ่มวันนี้เป็นตอนแรกครับ


DJ. 1

๑. เสมือนบทนำ


ผลงานที่ ค่อนข้างดีก็คืองานของจิตร ภูมิศักดิ์ เรื่อง “คาร์ล มาร์กซ” ซึ่งแปลจาก Karl Marx, Biography ของ E. Stepanova ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ มอสโคว์ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๐ ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์ น่าจะแปลงานชิ้นนี้ในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๐๘ ก่อนที่จะเดินทางไป ยังเขตป่าเขา
แต่งานเขียนนี้ไม่ได้รับ การตีพิมพ์จนกระทั่งถึงช่วงหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จึงได้มีการตีพิมพ์ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดย สำนักพิมพ์มหาราษฎร์ แต่การพิมพ์ ครั้งนี้ถูกโจมตีอย่างหนักจากการขาด ความระมัดระวังทำให้มีคำผิดมากมาย และสำนักพิมพ์มหาราษฎร์ยังถูกโจมตีว่า ถูกครอบงำโดยกลุ่ม“ลัทธิแก้”


ดังนั้นสำนักพิมพ์เทอดธรรมจึงนำ มาพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่สองใน พ.ศ. ๒๕๑๙ แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มี การพิมพ์ซ้ำอีกเลย ดังนั้นสังคมไทยจึงรู้จักชื่อของมาร์กซ และรับทราบ ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ โดยรู้จักตัวตนของมาร์กซน้อยมาก งานเขียนชิ้นนี้จึงพยายามที่จะทำ ความเข้าใจกับมาร์กซ ในฐานะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์


๒. ปฐมวัยของมาร์กซ


คาร์ล มาร์กซ เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๑๘ ที่เมือง เทรียร์ ในแคว้นไรน์แลนด์ของรัฐ ปรัสเซีย ในสมัยที่เยอรมันยังไม่ได้รวมประเทศ 1 รัฐปรัสเซียภายใต้การปกครองของราชวงศ์โฮเฮนโซเลิร์น เป็นรัฐที่ใหญ่และมีดินแดนมาก ที่สุดในขณะนั้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเบอร์ลิน ในแคว้นแบรนเดนเบิร์กซึ่งเป็นดินแดนดั้งเดิมของ ราชวงศ์
เมืองเทรียร์นั้นเป็นเมืองเก่า ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันชื่อเมือง ออกัสตาเทรเวอรรอลัม เป็นเมือง ป้อมทางเหนือของจักรวรรดิ จาก นั้นยังเป็นเมืองสำคัญต่อมาในสมัย กลางโดยเป็นเมืองหลวงของเจ้าราชา คณะแห่งเทรียร์ จนกระทั่งหลัง ค.ศ. ๑๗๖๗ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐแซกโซนี แต่เหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าสมัยของคาร์ล มาร์กซ เพียงเล็กน้อยก็คือ หลังจาก เกิดปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ได้ นำมาซึ่งสงครามระหว่างสาธารณรัฐ ฝรั่งเศสกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ที่ยังคงอยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์
ในสงครามครั้งนี้กองทหารฝรั่งเศส ผนวกไรน์แลนด์ใน ค.ศ. ๑๗๙๓ แล้วเข้าจัดการปกครองดินแดนนี้อยู่จน ถึง ค.ศ.๑๘๑๔ หลังจากที่จักรพรรดิ นโปเลียนของฝรั่งเศสแพ้สงคราม จึงต้องยกดินแดนให้แก่ปรัสเซีย แต่ ผลจากการยึดครองนั้นทำให้อิทธิพล ของแนวคิดปฏิวัติแบบฝรั่งเศสใน ด้านสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ยังคงส่งอิทธิพลอยู่ในเขตไรน์แลนด์ นี้ด้วย ดังนั้นปัญญาชนจำนวนไม่ น้อยไม่พอใจต่อการที่เขตไรน์แลนด์ ต้องตกเป็นของปรัสเซีย เพราะการ ปกครองของรัฐปรัสเซียเป็นแบบ อัตตาธิปไตยภายใต้กษัตริย์เฟรดเดอริก วิลเฮมที่ ๓ แต่ไม่อาจจะต้านทาน พลานุภาพของปรัสเซียได้

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาก็คือ ใน สมัยวัยเด็กของมาร์กซนั้นไรน์แลนด์ กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการ ที่ “การผลิตไวน์” ซึ่งเป็น การผลิตที่ สำคัญแต่เดิมมาของแคว้นตกต่ำลง ในสมัยหลังสงครามนโปเลียน เพราะประสบกับการแข่งขันอย่างมาก จากไวน์ของเขตอื่นๆ เมืองเทรียร์ ขณะนั้น จึงมีการว่างงานในอัตรา สูงมาก และประชาชนจำนวนมากที่ยากจนจากชนบทอพยพสู่เมือง ทำให้ปัญหาความยากจนในเมือง เพิ่มทวีอย่างมาก ภายใต้ภาวะเช่นนี้เอง อิทธิพลของแนวคิดสังคม นิยมฝรั่งเศสเริ่มเผยแพร่ในเมือง เทรียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคม นิยมยูโทเปียของแซงซิมอน 2

บิดาของคาร์ล มาร์กซ คือ เฮสเชล มาร์กซ เกิดเมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๒ ในครอบครัวของชนชั้นสูง ชาวยิวโดยเป็นบุตรชาย คนที่สาม ของ เมเยียร์ ฮาเวลี มาร์กซ ซึ่ง ดำรงตำแหน่งแรบไบแห่งเทรียร์ 3 แต่บิดาของมาร์กซไม่ติดยึดกับ ศรัทธาในศาสนายิวมากนัก เฮสเชล มาร์กซ เป็นนักกฎหมาย เขารับ ราชการเป็นเจ้าหน้าที่ศาลเมือง เทรียร์ และเป็นนายกสมาคม ทนายความของเมืองด้วย เขาได้ เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ไฮน์ริช” และ เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริตศาสนา นิกายโปรเตสแตนต์เมื่อ ค.ศ.๑๘๑๗ หลังจากที่ไรน์แลนด์ตกเป็นของ ปรัสเซียแล้ว เพื่อที่ว่าจะสามารถ รับราชการกับปรัสเซียต่อไปได้ ทั้งที่เขตไรน์แลนด์นั้นเป็นเขตของ ชาวคริสตศาสนานิกายคาธอลิก โปรเตสแตนต์นั้นเป็นเพียงชนส่วน น้อย เพียงแต่ว่านิกายโปรเตสแตนต์เป็นนิกายหลักในรัฐปรัสเซีย

สำหรับมารดาของ มาร์กซ ชื่อ เฮนเรียตตา เป็นสตรีชาวยิว จากฮอลแลนด์ ซึ่งได้รับการศึกษา มาน้อยมากเพราะในสมัยนั้นสตรียิว ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา มารดาของ มาร์กซ ยังคงยึดมั่นในศาสนายิวมากกว่า และอาจจะไม่ได้ เปลี่ยนความเชื่อเป็นคริสต์ ดังนั้น คาร์ล มาร์กซ ในวัยเด็กจึงยังคงได้ รับอิทธิพลของศาสนายิวอยู่มาก

จากหลักฐานที่ปรากฏ ไฮน์ริช มาร์กซ นั้นเป็นปัญญาชนที่มีความรู้ดีและเป็นนักคิดเสรีนิยม มีความ สนใจอย่างยิ่งต่อแนวคิดของนัก ปรัชญา “ภูมิธรรม” ของ ฝรั่งเศส 4 เช่น วอลแตร์ และรุสโซ และยังให้ ความสำคัญแก่การตีความหลัก ศาสนา ในแง่ของการรักษาคุณ ธรรม ยิ่งกว่าความยึดมั่นหรือ ศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งจะส่งผลต่อ ความคิดของคาร์ลต่อมา นอกจากนี้ แล้วในระหว่างที่ฝรั่งเศสยึดครอง ไรน์แลนด์ ไฮน์ริช เป็นคนหนึ่งที่ เข้าร่วมในสมาคมปัญญาชนเสรีนิยม แห่งเมืองเทรียร์ที่ชื่อว่า “คาสิโนคลับ แห่งเทรียร์” ซึ่งมีบทบาทในช่วงหลัง การปฏิวัติยุโรป ค.ศ. ๑๘๓๐

ฐานะทางการเงินของครอบครัว มาร์กซ ไม่อยู่ในสภาพที่ลำบากและ เดือดร้อนไฮน์ริช นอกจากจะเป็น นักกฎหมาย ยังเป็นเจ้าของไร่องุ่น แปลงหนึ่งนอกเมือง เขามีบ้านใหญ่ พอสมควร และมีคนรับใช้ ๒ คน ทำงานบ้าน เขามีลูกถึง ๙ คน โดย คาร์ล มาร์กซ เป็นคนที่สาม แต่ ปรากฏว่าพี่น้องของ คาร์ล มาร์กซ ถึงแก่กรรมตั้งแต่วัยเด็กถึง ๕ คน เหลือเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียง ๔ คน ในจำนวนนี้มี คาร์ล มาร์กซ แต่เพียงผู้เดียวที่เป็นชาย นอกนั้น เป็นผู้หญิงคือ โซฟี ซึ่งเป็นพี่สาว แต่งงานกับทนายความชาวดัชท์ ส่วนน้องสาวคนหนึ่งชื่อ หลุยส์ แต่งงานกับชาวดัชท์เช่นกัน และ อพยพไปอยู่แอฟริกาใต้ และน้อง สาวที่ชื่อ จูทา แต่งงานกับวิศวกร และอาศัยอยู่ในเมืองเทรียร์ต่อมา

คาร์ล มาร์กซ ได้รับการ ศึกษาอยู่ในครอบครัวจนอายุได้ ๑๒ ปี ใน ค.ศ. ๑๘๓๐ จึงได้เข้าโรงเรียน มัธยมซึ่งเคยเป็นของนิกายเจซูอิต แต่ขณะนั้นโรงเรียนนี้ชื่อว่า โรงเรียน มัธยมเฟรเดอริกวิลเฮม ตามนาม ของกษัตริย์ปรัสเซีย ปรากฏว่าครูที่ มีอิทธิพลอย่างมากต่อ คาร์ล มาร์กซ ในสมัยที่ศึกษาที่โรงเรียน นี้ก็คือ ฮูโก วีทเทนบัค ซึ่งเป็น ครูใหญ่และเป็นครูสอนประวัติ ศาสตร์ เป็นนักเสรีนิยมเช่นกัน วีทเทนบัค เข้าร่วมในการเดิน ขบวนใหญ่เรียกร้องเสรีภาพใน ด้านการพิมพ์เมื่อ ค.ศ. ๑๘๓๒ ปรากฏว่าถูกตำรวจจับกุม และ โรงเรียนก็ถูกตำรวจปรัสเซียเข้าค้น ในที่สุด ได้มีการเปลี่ยนตัวครูใหญ เป็นบุคคลที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเ เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อ คาร์ล มาร์กซ ในวัยเด็กอย่างมาก
อย่างไร ก็ตาม คาร์ล มาร์กซ ก็ยังคงศึกษา ต่อไปจนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน เมื่อ ค.ศ. ๑๘๓๕ ในขณะนั้นเขามี อายุได้ ๑๗ ปี และเขาเป็นนักเรียน ที่มีผลการศึกษาค่อนข้างดี โดย เฉพาะในวิชาภาษา กรีก ภาษา ลาติน และการแต่งโคลงกลอน แต่ คณิตศาสตร์อยู่ในระดับอ่อน และ ที่น่าแปลกก็คือ วิชาประวัติศาสตร์ของเขาคะแนนไม่อยู่ในระดับที่ดี

ในระหว่างที่เขาใช้ชีวิตใน วัยเด็กนี้มีบุคคลอีกผู้หนึ่งซึ่งมีอิทธิพล ต่อชีวิตของเขาอย่างมาก ก็คือลุดวิก แห่งเวสฟาเลน ลุดวิก เกิดเมื่อ ค.ศ. ๑๗๗๐ เป็นบุตรของชนชั้นกลางที่ ได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นขุนนาง เขาจึง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น บารอน แห่ง เวสฟาเลน
อย่างไรก็ตามเขาเป็นคน ที่มีทัศนะเสรีนิยม เป็นผู้สนับสนุน การปฏิวัติฝรั่งเศสและได้รับราชการ เป็นผู้บริหารระดับสูงของรัฐไรน์แลนด์ ในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครอง หลังจาก สงครามนโปเลียน เขารับตำแหน่ง เป็นนายกเทศมนตรี เมืองเทรียร์ และมีบ้านพักอาศัยใกล้กับบ้านของ มาร์กซ บารอนแห่งเวสต์ฟาเลน จึงกลายเป็น เพื่อนสนิทกับไฮน์ริช และเป็นผู้ที่ส่งอิทธิพลทางความคิด แก่ คาร์ล มาร์กซ ในวัยเด็ก ธิดา คนสุดท้องของบารอน ชื่อ เจนนี เวสฟาเลน ซึ่งเกิดใน ค.ศ. ๑๘๑๔ ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของ โซฟี มาร์กซ พี่สาวของคาร์ล และต่อมา เมื่อคาร์ลโตขึ้นจนอายุได้ ๑๗ ปี เจนนีก็เปลี่ยนสถานะเป็น คนรักของ คาร์ล มาร์กซ โดยที่มี อายุมากกว่าคาร์ล ๔ ปี โซฟี ซึ่ง เป็นพี่สาวนั้นเองที่ทำหน้าที่เป็น แม่สื่อระหว่างคนทั้งสอง

๓. ชีวิตมหาวิทยาลัย
เมื่อจบการศึกษาจาก โรงเรียนมัธยม ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๘๓๕ คาร์ล มาร์กซ ซึ่งมีอายุ ๑๗ ปี ก็เดินทางไปยังเมืองบอนน์ ซึ่งเป็นเมืองมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก ริมแม่น้ำไรน์ ขึ้นไปทางทิศเหนือ ของเมืองเทรียร์ ในขณะนั้นเมือง บอนน์อยู่ในเขตรัฐปรัสเซียเช่นกัน และเป็นเมืองศูนย์กลาง ด้านภูมิปัญญาในเขตไรน์แลนด์ คาร์ลมาร์กซ เข้าศึกษาต่อที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอนน์ ความจริงก่อนหน้าที่ จะเดินทาง มาศึกษา เกิดกระแสปฏิวัติแพร่ สะพัดในยุโรปเมื่อ ค.ศ.๑๘๒๐ หลังจากที่เกิดการปฏิวัติโค่น พระเจ้าชาร์ลที่ ๑๐ ในฝรั่งเศส ปรากฏว่า ปัญญาชนเสรีนิยม ในรัฐปรัสเซียก็ได้เรียกร้อง การ ปฏิรูปให้กษัตริย์เฟรเดอริกวิลเฮม พระราชทานรัฐธรรมนูญ และให้ มีรัฐสภาแต่ปรากฏว่ารัฐบาล ปรัสเซีย ตัดสินใจปราบปรามจับกุม
ถึงกระนั้นเมื่อ คาร์ล มาร์กซ เดินทางไปถึงมหาวิทยาลัย อิทธิพล ของกระแสดังกล่าวยังคงหลงเหลือ อยู่บ้าง ในระยะแรก คาร์ล มาร์กซ มิได้สนใจกระแสทางสังคมมากนัก เขายังคงใช้ชีวิตเหมือนนักศึกษาทั่วไป ตกเย็นก็ยังเข้าสโมสร ดื่มสุรา และเล่นไพ่ กับเพื่อน นักศึกษา จากเมืองเทรียร์ และแม้กระทั่ง จับกลุ่มวิวาทกับนักศึกษาจากเมืองอื่น ความสนใจของมาร์กซ ใน ค.ศ. ๑๘๓๖ ยังคงเป็นเรื่องการแต่ง บทกวีมากยิ่งกว่าสนใจวิชากฎหมาย คาร์ล มาร์กซ ใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง บอนน์ราว ๑ ปี ไฮน์ริช ก็ตัดสินใจส่ง ลูกชายไปเรียนที่กรุงเบอร์ลินแทน

คาร์ล มาร์กซ กลับมาบ้านที่ เมืองเทรียร์ และหมั้นกับเจนนีจาก นั้นก็ออกเดินทางข้ามประเทศไปยัง กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของปรัสเซีย ซึ่งใน ค.ศ. ๑๘๓๗ นั้นเป็นเมือง ใหญ่ของยุโรป มีประชากรราว ๓ แสนคน คาร์ล มาร์กซ ได้เข้า ศึกษาในคณะนิติศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ปรากฏว่าใน ระยะแรกที่ คาร์ล มาร์กซ อยู่ที่ เบอร์ลิน ก็ยังคงใช้ชีวิตแบบพาฝัน สนใจโคลงกลอน และแต่งบทกวีรัก ถึงเจนนี แต่กระนั้นบรรยากาศของ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย เบอร์ลิน ทำให้คาร์ล มาร์กซ เริ่ม เปลี่ยนแปลง เพราะมหาวิทยาลัยนี้ เป็นศูนย์กลางของความคิดที่ก้าวหน้า
ในดินแดนเยอรมันยุคสมัยนั้น อาจารย์คนสำคัญคือ เอดวาร์ด กานส์ ซึ่งสอน คาร์ล มาร์กซ ใน ภาคการศึกษาแรก เป็นปัญญาชน เสรีนิยมที่สนับสนุนการปฏิวัติยุโรป ค.ศ. ๑๘๓๐ และนิยมในความคิด ของแซงต์ซิมอน นอกจากนี้ใน คณะนิติศาสตร์ก็มีกระแสถกเถียงกัน อย่างมากระหว่างแนวคิดทางนิติ ปรัชญา ๒ แนวทาง คือ แนวคิดด้าน กฎหมายแบบปฏิวัติฝรั่งเศส
ที่ถือว่า กฎหมายเป็นสัญญาระหว่างรัฐกับ ประชาชนซึ่งจะทำให้รัฐต้องปฏิบัติตาม เจตนารมย์ และต้องประกันสิทธิ เสรีภาพของประชาชน กับอีก แนวคิดหนึ่งคือ แนวคิดกฎหมาย แบบอนุรักษ์นิยมปรัสเซีย ที่ถือว่า กฎหมายเป็นคำสั่งของรัฐและกษัตริย์ ที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติตาม การ ถกเถียงในเรื่องแนวคิดทางกฎหมาย นี้เอง ทำให้มาร์กซเริ่มสนใจวิชา ปรัชญามากขึ้น จนในที่สุดเขาก็ เขียนบทกวีน้อยลง และได้ทุ่มเท เวลาให้กับการศึกษามากขึ้น

ปรากฏว่าในปีการศึกษา แรกนี้ คาร์ล มาร์กซ เริ่มทุ่มเทกับ การศึกษามากจนกระทั่งล้มป่วย ด้วยวัณโรค จนมีอาการหนักมาก แพทย์ต้องแนะนำให้เขาออก ไปพักผ่อนในชนบท แต่กระนั้น อาการป่วยนี้ก็ทำให้เขาได้รับการ ผ่อนผันในด้านการเกณฑ์ทหาร ซึ่งรัฐปรัสเซียได้นำกฎหมายเกณฑ์ ทหารมาใช้นับตั้งแต่สมัยสงคราม นโปเลียน และในที่สุดอาการวัณโรค ก็ทำให้ คาร์ล มาร์กซ ได้รับการ ยกเว้นอย่างสิ้นเชิง แต่ในระยะที่ เขาป่วยนี้เอง ทำให้เขาได้อ่านงาน ของเฮเกลอย่างจริงจังและจะทำให้เขา กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุน แนวคิดของเฮเกล ซึ่งจะเป็นการ เปลี่ยนชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง โดย เฉพาะทำให้เขาเลิกสนใจวิชากฎหมาย มาสนใจวิชาปรัชญาอย่างจริงจัง

เหตุการณ์สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของ คาร์ล มาร์กซ อย่างมากในระยะนี้คือ การถึงแก่กรรมของ ไฮน์ริช มาร์กซ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๓๘
การถึงแก่กรรมของบิดาทำให้เขามีปัญหาการเงินมากขึ้น แต่ใน ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาสามารถ ล้มเลิกการศึกษาวิชากฎหมายได้ สะดวกมากขึ้น ดังนั้นวิชาปรัชญา และประวัติศาสตร์จึงกลายเป็น เป้าหมายในการศึกษาของเขาต่อไป

1 รัฐปรัสเซียได้นำรัฐเยอรมันต่าง ๆ รวมประเทศอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. ๑๘๗๑

2 สังคมนิยมยูโทเปีย (Eutopian Socialosm) เป็นแนวคิดสังคมนิยมก่อนหน้าสมัยของ คาร์ล มาร์กซ ซึ่งมักจะแปลเป็นภาษาไทยว่า “สังคมนิยมเพ้อฝัน” แต่ในที่นี้ผู้เขียนต้องการจะใช้ทับศัพท์ว่า สังคมนิยมยูโทเปีย เพราะคำว่าสังคมนิยมเพ้อฝันดูจะเป็นการให้น้ำหนักแก่แนวคิดในลักษณะนี้น้อยเกินไป อังรี เดอ แซงต์ซิมอน เป็นผู้เสนอแนวคิดสังคมนิยม โดยเห็นว่า กรรมสิทธิ์เอกชนเป็นที่มาของความชั่วร้าย และให้คุณค่าการใช้แรงงานว่าเป็นที่มาของโภคทรัพย์ โจมตีชนชั้นปกครองท่ไม่ทำงานว่าเป็นกาฝากของสังคมต้องขจัดออกไป

3 แรบไบ เป็นตำแหน่งนักบวชในศาสนาฮิบรูของชาวยิว

4 เป็นสำนักปรัชญาของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งเชื่อว่า เหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้โลกพบกับแสงสว่าง
จบตอนที่หนึ่ง

Wednesday, May 5, 2010

5พฤษภาห้าร้อยเก้าแดดลบเงาจางหาย เขาตายอยู่ข้างทางเกวียน ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์


จิตร ภูมิศักดิ์ (25 กันยายน พ.ศ. 2473 ต. ประจันตคาม อ. ประจันตคาม จ. ปราจีนบุรี — 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ต. บ้านหนองกุง อ. วาริชภูมิ จ. สกลนคร) ที่มา วิกิพีเดีย


5 พฤษภาคม 2553เป็นนักคิดด้านการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักภาษาศาสตร์ นับเป็นนักปราชญ์และนักปฏิวัติทางความคิดและวิชาการคนสำคัญของประเทศไทย จิตรเป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่กล้าถกเถียงและคัดค้านปราชญ์คนสำคัญ ด้วยวิธีคิดที่มีเหตุผลและลุ่มลึก มีความโดดเด่นจากผลงานการค้นคว้าทางวิชาการที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง


ขณะเดียวกันจิตรยังมีความคิดต่อต้านระบบเผด็จการและการใช้อำนาจกดขี่ของชนชั้นสูงมาโดยตลอดจิตรเป็นบุตรของ นายศิริ ภูมิศักดิ์ และนางแสงเงิน ภูมิศักดิ์ มีชื่อเดิมว่า สมจิตร ภูมิศักดิ์ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น จิตร เพียงคำเดียว ตามนโยบายตั้งชื่อให้ระบุเพศชายหญิงอย่างชัดเจน ของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม


การศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2479 จิตรติดตามบิดา ซึ่งรับราชการเป็นนายตรวจสรรพสามิต เดินทางไปรับราชการยังจังหวัดกาญจนบุรี และเข้ารับการศึกษาชั้นประถม ที่โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งนั้น จิตรย้ายมาอยู่ที่สมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. 2482 บิดาของจิตรย้ายไปรับราชการในเมืองพระตะบอง ซึ่งสมัยนั้นเป็นเมืองในการปกครองของไทย (ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา) จิตรจึงย้ายตามไปด้วย และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่นั่นถึงปี พ.ศ. 2490 ประเทศไทย ต้องคืนดินแดนเมืองพระตะบองให้กัมพูชา


จิตรจึงอพยพตามมารดากลับเมืองไทย ส่วนบิดานั้นไปเริ่มชีวิตครอบครัวใหม่กับหญิงอื่น ระหว่างที่ครอบครัวภูมิศักดิ์ ยังอยู่ที่พระตะบอง นางแสงเงินเดินทางไปค้าขายที่จังหวัดลพบุรี ขณะที่จิตรและพี่สาว เดินทางมาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร โดยจิตรเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตรหรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน และสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ในที่สุดแนวคิดและการต่อสู้ชื่อเสียงของ จิตร ภูมิศักด์ น่าจะโด่งดังในสาธารณชนวงกว้างเป็นครั้งแรก จากกรณี โยนบก เมื่อครั้งที่เขาเป็นสาราณียากร ให้กับหนังสือประจำปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2496ในครั้งนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ "ซ้ำ ๆ ซาก ๆ" ของหนังสือประจำปี โดยลงบทความสะท้อนปัญหาสังคม ประณามผู้เอารัดเอาเปรียบในสังคม ซึ่งรวมถึงรัฐบาลด้วย รวมทั้งชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้คนนับถือกันมานาน


โดยบทความเหล่านั้น มีทั้งที่จิตรเขียนเอง ร่วมแก้ไข หรือเพื่อน ๆ คนอื่นเขียนผลก็คือ ระหว่างการพิมพ์หนังสือได้ถูกตำรวจสันติบาลอายัด และมีการ "สอบสวน" จิตรที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเหตุการณ์นั้น จิตรถูกกลุ่มนิสิตที่นำโดยนายสีหเดช บุนนาค คณะวิศวกรรมศาสตร์ตั้งศาลเตี้ยจับ "โยนบก" ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาลและพักรักษาตัวอยู่หลายวัน ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษและมีมติให้จิตร ภูมิศักดิ์ถูกพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี คือในปี พ.ศ. 2497


ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทร์ศึกษา แต่สอนได้ไม่นาน ก็ถูกไล่ออกไป เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีหัวก้าวหน้ามากเกินไป จิตรจึงไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานการวิจารณ์ที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการไทยหลายเรื่อง เช่น การวิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"


เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 จิตรได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา และถูกกระสุนปืน PSG-1ของเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ บ้านหนองกุง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร


ผลงานจิตรมีความสามารถในด้านภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์อย่างมาก และยังมีความสามารถระดับสูงในด้านอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคลของไทยคนหนึ่งในด้านภาษาศาสตร์นั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศส ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร โดยเฉพาะภาษาเขมรนั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาเขมรปัจจุบันและภาษาเขมรโบราณด้วย


นอกจากนี้ จิตรได้เขียนพจนานุกรมภาษาละหุ (มูเซอ) โดยเรียนรู้กับชาวมูเซอขณะอยู่ในคุกลาดยาว ในตอนแรก ชาวมูเซอไม่สามารถพูดภาษาไทยได้, จิตรเองก็ไม่สามารถพูดภาษามูเซอได้เช่นกัน แต่ด้วยความสามารถ เขาสามารถเรียนรู้ระบบของภาษา และนำมาใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์.งานเขียนชิ้นเด่นหนังสือ


"ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ", 2519* หนังสือ "ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม" (ต่อมาพิมพ์รวมเล่มกับ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" เป็น "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ฉบับสมบูรณ์")


หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย"* หนังสือ "ภาษาและนิรุกติศาสตร์" หนังสือ "ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย" หนังสือ "โองการแช่งน้ำ และ ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา", 2524 หนังสือ "สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา",


2526 หนังสือ "ตำนานแห่งนครวัด" เพลง "ภูพานปฏิวัติ" เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" บทกวี "เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน" บทกวี "อะไรแน่ ศาสนา ข้าสงสัย" บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์* ผลงานที่มี * ข้างท้าย หมายถึงถูกคัดเลือกให้อยู่ใน หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน


นามปากกานามปากกาของจิตรมีเป็นจำนวนมาก เช่น นาคราช1, ศูลภูวดล1, ศรีนาคร, ทีปกร, สมสมัย ศรีศูทรพรรณ1, ศิลป์ พิทักษ์ชน, สมชาย ปรีชาเจริญ, สุธรรม บุญรุ่ง, ขวัญนรา, สิทธิ ศรีสยาม1, กวีการเมือง, กวี ศรีสยาม, บุคแมน, มูฟวี่แมน (มูวี่แมน) , ศิริศิลป์ อุดมทรรศน์1, จักร ภูมิสิทธิ์2หมายเหตุ: 1 หมายถึง ใช้เพียงครั้งเดียว, 2 เป็นคำผวนของชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์

Tuesday, May 4, 2010

คนเสื้อแดงควรต่อรองกับข้อเสนอของอภิสิทธิ์


ใจ อึ้งภากรณ์
ในเมื่อคนเสื้อแดงต่อสู้และเสียสละถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ควรยอมรับข้อเสนอของทรราชอภิสิทธิ์แบบง่ายๆโดยไม่มีการต่อรองเพิ่มเติม อย่างน้อยที่สุด…


1. เราควรเรียกร้องให้ยุบสภาในวันที่ 14 กรกฎาคม แทนวันที่ 14 กันยายน เพื่อเลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน ซึ่งถือว่าเป็นการประนีประนอมพบกันครึ่งทาง


2. การกำหนดวันยุบสภาและวันเลือกตั้ง ต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้มีการกลับคำในภายหลังโดยอ้างสถานการณ์ที่ “ไม่เอื้อกับการเลือกตั้ง”
เราควรเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และให้พรรคร่วมรัฐบาลเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว


3. ผบทบ. หัวหน้าพรรคต่างๆ ฯลฯ จะต้องออกมาสัญญาว่าจะไม่แทรกแซงการเลือกตั้ง และจะยอมรับผลการเลือกตั้ง


4. เราควรเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และถอนทหารตำรวจออกจากพื้นที่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทันที


5. รัฐบาลควรยกเลิกข้อกล่าวหา หมายจับ หมายเรียก และการดำเนินคดีต่างๆ ทุกคดีที่ใช้กับคนเสื้อแดงทุกคนอันเป็นผลจากการชุมนุมครั้งนี้ คนเสื้อแดงที่ติดคุกเพราะปิดกั้นถนนควรถูกปล่อยตัวทันที อภิสิทธิ์ควรขอโทษที่รัฐบาลและศอฉ.กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงและคนอื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มเจ้า
รัฐบาลต้องยกเลิกการปิดกั้นและเซ็นเซอร์สื่อทั้งหมดทันที โดยเฉพาะสื่อคนเสื้อแดงทุกชนิด รวมถึงโทรทัศน์ วิทยุชุมชน และเว็ปไซท์อย่างเช่น ประชาไท ฯลฯ


6. คณะกรรมการที่จะมาตรวจสอบข้อมูลเรื่องเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน ต้องไม่เป็นเครื่องมือของอำมาตย์ ดังนั้นน่าจะประกอบไปด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเสื้อแดง และคนที่เป็นกลางในสัดส่วนเท่าๆ กัน ประธานกรรมการควรจะเป็นคนกลางจริงๆ เช่นคนต่างประเทศที่แต่งตั้งโดยสหประชาชาติหรือ ASEAN คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันไม่ควรเกี่ยวข้องในฐานะ “คนเป็นกลาง” เพราะประกอบไปด้วยคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯและรัฐประหาร ๑๙ กันยา


ข้อเสนอห้าข้อของอภิสิทธิ์เต็มไปด้วยคำโกหกและคำแก้ตัว มีการโกหกว่าเขาปกป้องเสรีภาพของสื่อ มีการโกหกเรื่องสถาบันกษัตริย์ เพราะในความเป็นจริงทหาร พันธมิตรฯ และรัฐบาลเป็นผู้ดึงสถาบันนี้มาใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่คนเสื้อแดงที่ดึงสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง และการกระทำของเสื้อเหลืองและอำมาตย์ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ มีการโกหกว่าวิกฤตนี้มาจากแค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำคัญมาก แต่อีกประเด็นคือการที่อำมาตย์ทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย


ในระยะยาว หลังจากที่เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤตนี้ เราต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ของทหาร ปฏิรูปการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพและปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด ต้องเดินหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า และครอบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินตามความหมายของประชาธิปไตยแท้


เราไม่ต้องการเป็นไพร่เป็นทาสหรือฝุ่นใต้ตีนใครอีกต่อไป!

Sunday, May 2, 2010

ขยายพื้นที่การต่อสู้ สู่กรรมาชีพ



29 เม.ย. 53

โดย วัฒนะ วรรณ

องค์กรเลี้ยวซ้ายที่มา – Redsiam
เป็นที่แน่ชัดเสียเหลือเกินว่า การต่อสู้รอบนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยธรรมดาๆ แต่มันได้กลายเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นแบบสมบูรณ์แล้ว ถึงแม้ว่าเป้าหมายในการต่อสู้ระยะสั้น จะเน้นไปที่การต่อสู้ทางการเมือง คือการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่มวลชนจะไม่พอใจเพียงแค่นี้ เพราะเหตุผลแต่แรกในการต่อสู้มาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และพัฒนามาสู่จิตสำนึกทางการเมือง


ชาวบ้านออกมาปกป้องรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะเป็นรัฐบาลพรรคแรกที่ให้ผลประโยชน์กับคนจนที่จับต้องได้จริง แต่เมื่อการต่อสู้พัฒนาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพี่น้องคนจนแล้วว่า การจะปกป้องผลประโยชน์ปากท้อง ของตนเองนั้น จำเป็นต้องเขาไปสู้ในด้านการเมืองด้วย แต่มันจะไปได้ไกลแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับเราจะขยายการต่อสู้ไปสู่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้มาก น้อยแค่ไหน


ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อทางชนชั้น เป็นการต่อสู้ของชนชั้นล่างที่ยากจน กับชนชั้นบนผู้มั่งมี แต่มันซับซ้อนกว่านั้น ที่ว่าผู้นำของชนชั้นล่างเป็นนายทุนหรือพรรคของนายทุนที่ให้ประโยชน์กับคนจน และในขบวนการประชาธิปไตยเองก็จะมีคนชนชั้นอื่นๆ สนับสนุนอยู่ด้วย แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้วการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของคนจน ที่ชนชั้นอื่นๆ บางคน บางกลุ่ม ได้ประโยชน์ด้วย แต่มันไม่ได้ให้ภาพการต่อสู้ทางชนชั้นลดน้อยลงเลย


ดังนั้นเราจึงต้องมาพิจารณาว่า ถ้าจะเผด็จศึกครั้งนี้ให้สำเร็จ เราต้องทำอย่างไรกันบ้าง แกนหลักด่านหน้า ในการต่อสู้ครั้งนี้คือคนในชนบท แต่การต่อสู้ที่ยาวนานในกรุงเทพ นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนา เป็นต้น ได้แสดงให้เห็นว่า มีคนจนเมืองเข้าร่วมขบวนเป็นจำนวนมาก เช่นกัน และจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานในภาคบริการ ลูกจ้างร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า บริษัทธุรกิจต่างๆ แล้วก็เป็นแรงงานในภาคการผลิต ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม บางคนมาแบบปัจเจก บางคนมากับกลุ่มของชุมชน แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นพลังซ่อนเร้นของ กรรมาชีพเหล่านี้


พลังที่ซ่อนเร้น ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่นักสังคมนิยม ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากในระบบทุนนิยมที่ประเทศไทยดำเนินอยู่นั้น ปัจจัยในการขับเคลื่อนหรือเป็นหัวใจของระบบทุนนิยมก็คือแรงงาน เพราะเป็นผู้ดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นผลผลิตให้กับสังคมได้บริโภค แต่ผลผลิตเหล่านี้ หรือความร่ำรวยเหล่านี้ กลับตกไปอยู่ในมือของพวกอำมาตย์และบริวาร และพวกนี้ก็ใช้ความร่ำรวยที่ได้มาด้วยการปล้นมาจากคนในสังคม สร้างอำนาจ ผ่านเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ตามมา เพื่อกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า สังคมที่มีคนจน คนรวย คนมีบุญ คนด้อยบุญวาสนานั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ คนจนต้องยอมจำนน ต่อสภาพสังคมเช่นนี้ต่อไปจนสิ้นลมหายใจ


แต่การเกิดขึ้นของมวลชนคนเสื้อแดง ได้พังทลายความเชื่อเช่นว่านี้ให้สิ้นไปแล้ว เรารู้ว่าเราจนเพราะอะไร มิใช่ไร้บุญวาสนาที่เหล่าพวกอำมาตย์พรางตามาเนิ่นนาน แต่ความจนมันเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างสังคมที่พวกอำมาตย์มันพยายามปกป้องอยู่ ตอนนี้ มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก


ในเมื่อเราทราบแล้วว่าพวกอำมาตย์มีพลังอำนาจ บารมี ที่ปรากฏอยู่ ก็ด้วยการทำงานของคนจน ทำไมเราถึงไม่ทำลายอำนาจนั้นไปเสีย ด้วยการหยุดทำงานให้กับพวกอำมาตย์ หยุดทำงานให้ระบบทุนนิยมที่พวกอำมาตย์อาศัยทำมาหากิน กดขี่ ขูดรีด ปล้นสะดม เอาหยาดเหงื่อแรงงาน ความรัก ความหวังของเราไป


การพูดเช่นว่านี้ใช่ว่าจะเกิดได้โดยง่าย แต่ก็ใช่ว่าเป็นสิ่งเพ้อฝัน เกิดขึ้นเป็นจริงไม่ได้ แต่มันกลับเป็นเรื่องจำเป็นที่ขบวนการประชาธิปไตยยากหลีกเลี่ยง ถ้าใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่มีความเท่าเทียมโดยแท้จริง เพราะการต่อสู้ที่ กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นเพียงการต่อสู้ขั้นแรกของการต่อสู้รอบใหม่ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจาก 2475 เท่านั้นเอง และบทเรียนในประวัติศาสตร์ได้สอนให้เห็นแล้วว่า พวกอำมาตย์จะไม่มีทางยอมจำนนท์ ละทิ้งอำนาจที่ตนเองมีอยู่ไปโดยง่าย ถ้าเราไม่กำจัดมันให้สิ้น มันก็จะกลับมาสร้างความเจ็บปวดให้เราได้อีก


ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วสหาย ที่จะต้องนั่งขบคิด ทบทวน หาหนทางขยายการต่อสู้ไปสู่กรรมาชีพให้จงได้ เพื่อเสริมกำลังฝ่ายประชาธิปไตยให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น เราอาจจะคาดหวังผลเลิศในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้ แต่เราจำเป็นต้องเริ่มลงมือทำแล้วในวันนี้ เพื่อหวังผลสำเร็จระยะต่อไป แล้วจงเลิกหวังกับพวกชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มสนับสนุนเผด็จการได้แล้ว เพราะไม่คุ้มกับการเสียเวลา ในฐานะที่มิใช่เป็นคนกลุ่มใหญ่ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ขั้นต่อไป