Saturday, February 26, 2011

มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวสปิริตแห่งการปฏิวัติของโลกอาหรับ?



ปฏิกิริยาของฝ่ายเสรีนิยมในโลกตะวันตกที่มีต่อการลุกขั้นสู้ในอียิปต์และตูนีเซียแสดงถึงความดัดจริตและความสิ้นหวังต่อมนุษยชาติ

โดย: สลาวอย ชิเชค
จาก: http://www.guardian.co.uk/commentisfree/2011/feb/01/egypt-tunisia-revolt
แปลโดย: KK @ Iskra กลุ่มประกายไฟ



สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับการลุกสู้ในตูนีเซียและอียิปต์ คือ การไม่ปรากฎตัวของแนวคิดมุสลิมเคร่งศาสนา. ในวิถีแห่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบทางโลกที่ดีที่สุดนั้น คือ การที่ประชาชนเพียงลุกสู้เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่กดขี่ การคอร์รัปชั่นและความยากจน รวมถึงการเรียกร้องเสรีภาพและความคาดหวังว่าเศรษฐกิจของพวกเขาจะดีขึ้น. ความคิดที่สิ้นหวังในมนุษย์ของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าผิด ความคิดสิ้นหวังของพวกเสรีนิยมเชื่อว่า มีเพียงชนชั้นนำเสรีนิยมวงแคบๆเท่านั้นที่เข้าใจประชาธิปไตย ส่วนมวลชนส่วนใหญ่นั้นจะออกมาต่อสู้ทางการเมืองได้ก็เพียงอาศัยการปลุกระดมผ่านความคิดทางศาสนาและความคิดชาตินิยมเท่านั้น. คำถามที่สำคัญคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในทางการเมือง?

เมื่อรัฐบาลชั่วคราวถูกตั้งขึ้นในตูนีเซีย มันได้กีดกันฝ่ายมุสลิมและพวกฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าออกไป. ปฏิกิริยาของพวกเสรีนิยมอวดดีก็คือ “ดีแล้ว เพราะพวกนี้ (ทั้งพวกมุสลิมและพวกฝ่ายซ้าย-ผู้แปล) มีอะไรพื้นฐานที่เหมือนกัน นั่นคือ เป็นพวกเผด็จการรวมศูนย์แบบสุดโต่งทั้งคู่” – คำถามคือ เราสามารถสรุปได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือไม่? จริงหรือที่ความเป็นปฏิปักษ์ในระยะยาวที่แท้จริงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมุสลิมและฝ่ายซ้าย? แม้ว่าในบางช่วงเวลาที่เมื่อทั้งสองพวกนี้ร่วมกันต่อต้านระบอบการเมืองใดระบอบหนึ่งแล้ว หลังจากที่ได้รับชัยชนะ เราก็จะพบว่า การร่วมมือกันก็จบสิ้นลง และทั้งสองกลุ่มก็หันมาสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย และออกจะดุเดือดยิ่งกว่าเมื่อครั้งร่วมกันโค่นล้มศัตรูตัวเดียวกันเสียอีก.

พวกเราไม่ได้เป็นพยานต่อการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายแบบที่ว่าภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในอิหร่านหรอกหรือ? สิ่งที่ผู้สนับสนุน Mousavi หลายแสนคนสะท้อนออกมาก็คือ ความฝันของมวลมหาประชาชนว่าด้วยการปฏิวัติของโคไมนี นั่นคือ เสรีภาพ และความยุติธรรม. แม้ว่าจะเป็นความเพ้อฝันแบบอุดมคติ แต่มันก็นำไปสู่การระเบิดขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ของพลังแห่งการสร้างสรรค์ทางการเมืองและสังคม การทดลองจัดองค์กรในหลายรูปแบบ และการถกเถียงอภิปรายทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาและคนธรรมดา. ภาพการเผยตัวอย่างแท้จริงนี้ได้เปิดให้เราเห็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เราไม่เคยได้ยินเสียงมาก่อน พลังเหล่านี้ค่อยๆกลั่นตัวขึ้นผ่านการยึดการควบคุมทางการเมืองคืนจากชนชั้นปกครองอิสลาม และนี่คือ ช่วงเวลาหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้.

เราไม่ควรละเลยองค์ประกอบทางสังคมของขบวนการต่างๆ แม้แต่ในกรณีของขบวนการเคร่งศาสนาที่ชัดเจนที่สุด. ในขณะที่ทาลีบันมักจะถูกนำเสนอว่าเป็นกลุ่มมุสลิมที่เคร่งศาสนาที่ปกครองสังคมด้วยความชั่วร้ายรุนแรง. แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2009 ที่พวกเขาสามารถยึดพื้นที่ Swat valley ในปากีสถาน นิวยอร์คไทม์สรายงานว่า พวกเขากำลังสร้าง “การต่อสู้ทางชนชั้นที่ใช้โอกาสของรอยปริแตกระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินที่ร่ำรวยกลุ่มเล็กๆกับชาวนาไร้ที่ดิน.” หากนี่เป็นการ “หาประโยชน์” จากสภาพอันเลวร้ายของชาวนา ทาลีบันก็กำลังสร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่นิวยอร์คไทม์สเรียกว่า “การส่งสัญญาณเตือนภัยต่อปากีสถาน ที่ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นสังคมแบบฟิวดัลอยู่” ปัญหาก็คือ อะไรล่ะที่ทำให้พวกเสรีนิยมประชาธิปไตยในปากีสถานและสหรัฐฯทำในสิ่งเดียวกันคือ นั่นคือ การไม่ “หาประโยชน์” โดยการเข้าไปช่วยเหลือชาวนาไร้ที่ดินเหล่านั้น? หรือว่าฝ่ายเจ้าที่ดินในปากีสถานคือพันธมิตรโดยธรรมชาติกับพวกเสรีนิยม?

ข้อสรุปที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ กระแสการก่อตัวของความคิดอิสลามหัวรุนแรงมักจะเป็นด้านกลับของการเสื่อมถอยไปของฝ่ายซ้ายที่ไม่ยึดศาสนาเป็นแนวในการต่อสู้ในประเทศมุสลิมทั้งหลาย. ในขณะที่อัฟกานิสถานถูกวาดภาพให้เป็นประเทศคลั่งศาสนาอิสลามแบบสุดขั้ว จะมีใครระลึกได้บ้างหรือไม่ว่า เมื่อ 40 ปีก่อน ประเทศนี้เคยมีวิถีการต่อสู้ที่ไม่อ้างอิงความคิดทางศาสนาที่เข้มแข็งมากแห่งหนึ่ง หรือแม้แต่การที่ประเทศนี้มีพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจรัฐที่เป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต? แล้ววิถีทางที่ไม่อิงกับศาสนาเช่นว่านั้นมันหายไปไหน?

และนี่เป็นโอกาสสำคัญที่การทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตูนีเซียและอียิปต์ (รวมถึงเยแมน และ... หรือแม้แต่ – หวังว่า - ซาอุดิอาราเบีย) จากพื้นฐานความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว. หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกแช่แข็งเพื่อให้ระบอบเก่ารอดชีวิตอยู่ได้ด้วยการปะแป้งแต่งหน้าใหม่ให้มีความเป็นเสรีนิยมเล็กๆน้อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงของกระแสคลั่งศาสนา. หากต้องการปกป้องมรดกทางความคิดแบบเสรีนิยมให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเสรีนิยมต้องสนับสนุนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าอย่างไม่มีเงื่อนไข. กลับมาที่อียิปต์ ปฏิกิริยาแบบฉวยโอกาสที่ไร้ความละอายและอันตรายที่สุดก็คือ คำกล่าวของ โทนี่ แบลร์ ดังที่รายงานโดย CNN ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันควรจะเป็นย่างก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพ. (การพูดเช่นนี้หมายความว่า – ผู้แปล) การเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพในอียิปต์วันนี้มีความหมายอย่างเดียวก็คือ การประนีประนอมกับฝ่ายมูบารัคโดยการเปิดให้ชนชั้นปกครองหลายกลุ่มเข้ามาสู่แวดวงของอำนาจได้เพิ่มขึ้น. นี่คือสาเหตุที่เราต้องสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านแบบสันติในปัจจุบันซึ่งมีความหมายเท่ากับการกำจัดฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลคือสิ่งที่น่าขยะแขยง และที่สำคัญ มูบารัคเองก็คือคนที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติดังที่ว่าไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้จริง. ทันทีที่มูบารัคส่งทหารไปปราบปรามผู้ประท้วง เราจะเห็นทางเลือกที่มีอยู่ชัดขึ้นมาทันที คือ เราจะเอาการเปลี่ยนแปลงแบบลูบหน้าปะแป้งเล็กๆน้อยๆโดยที่ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม หรือ เราจะสร้างการแตกหักอย่างแท้จริง.

นี่คือ ช่วงเวลาของความจริง เราไม่สามารถอ้างได้อีกแล้ว ดังที่เราเคยอ้างมาก่อนในกรณีของอัลจีเรียว่า การปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบอิสระโดยแท้มีค่าเท่ากับการให้อำนาจแก่ฝ่ายมุสลิมเคร่งศาสนา. ความกังวลอีกประการของพวกเสรีนิยมก็คือ การที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองในลักษณะที่เป็นองค์กรที่จะเข้าปกครองสังคมภายหลังจากที่มูบารัคพ้นจากอำนาจ. แน่นอน มันไม่มี (แต่) สาเหตุเกิดจากมูบารัคใช้ทุกวิถีทางที่จะลดทอนและผลักไสฝ่ายตรงข้ามทุกกลุ่มให้อยู่ชายขอบให้มากที่สุด เพื่อที่ผลของมันจะได้ออกแบบที่ อกาธา คริสตี ตั้งชื่อนิยายของเธอว่า ดังนั้น มันจึงไม่มีอะไรเลย. การให้เหตุผลของพวกเสรีนิยมที่ปกป้องมูบารัคก็คือ การให้เหตุผลที่ย้อนกลับไปทำลายมูบารัคเอง นั่นคือ ไม่จะเอามูบารัค หรือจะเอาความวุ่นวาย

ความดัดจริตของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกเด่นชัดจนไม่สามารถจะปกปิดได้อีกต่อไป พวกเขาสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างออกนอกหน้าในที่สาธารณะ แต่ในขณะปัจจุบันที่ประชาชนกำลังลุกขึ้นต่อสู้กับทรราชในนามของเสรีภาพและความยุติธรรมแบบทางโลก ที่ไม่ใช่การอ้างอิงแนวคิดทางศาสนา พวกเขากลับหวาดกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น. คำถามคือ ทำไมถึงต้องหวาดระแวง ทำไมถึงไม่เข้าร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว? ณ เวลานี้ คำขวัญเก่าของ เหมา เจ๋อตุง มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “เมื่อความโกลาหลอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นภายใต้สรวงสวรรค์ – นี่ละคือสถานการณ์ที่ดีที่สุดของเรา”

ต่อคำถามที่ว่า มูบารัคควรจะไปไหน? ขณะนี้คำตอบแสนจะชัดเจน นั่นคือ ไปกรุงเฮก (ขึ้นศาลโลก-ผู้แปล). หากจะมีผู้นำคนใดควรไปนั่งที่นั่นในเวลานี้ คนนั้นก็คือ "มูบารัค"



Friday, February 18, 2011

การปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน


ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2150 ถึง พ.ศ. 2300 (ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา) เป็นช่วงที่ประเทศทุนนิยม (ในทวีปยุโรปที่เจริญแล้วในปัจจุบัน) กำลังเฟื่องฟูและได้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนประเทศแล้ว ประเทศเล่าอย่างต่อเนื่อง เป็นการปฏิวัติที่คัดค้านระบอบทาสกสิกรของชนชั้นศักดินา และกวาดล้างอุปสรรคในการพัฒนาของ “ระบอบทุนนิยม”


พลังขับดันในเวลานั้นมีทั้งชนชั้นนายทุน ชาวนา และชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งนี้เพราะขณะนั้นชนชั้นกรรมาชีพยังมิได้ก่อตัวขึ้นเป็นพลังทางการเมือง ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของชนชั้นอื่น ๆ อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยของชนชั้นนายทุน ส่วนชาวนาก็เป็นเพียงกองทัพสำรองของชนชั้นนายทุนเท่านั้น ชนชั้นนายทุนมีอำนาจนำในการปฏิวัติ ด้วยเหตุนี้ผลของการปฏิวัติ ชนชั้นนายทุนจึงได้อำนาจรัฐไปครอง และกลายเป็นชนชั้นผู้ปกครองในประเทศเหล่านั้นแทนผู้ปกครองจากชนชั้นศักดินา แต่ดั้งเดิม
ต่อมาเมื่อระบอบทุนนิยมในทวีปยุโรปได้ก้าวเข้าสู่ขั้น ทุนนิยมผูกขาด กลายเป็นจักรพรรดินิยมหรือทุนนิยมข้ามชาติไปไม่น้อยแล้ว แต่ยังมีบางประเทศที่ระบอบการปกครองยังล้าหลัง ชนชั้นเจ้าที่ดินศักดินายังครอบงำการปกครองอยู่ โดยมิได้พัฒนาให้สอดคล้องกับพลังการผลิตที่เจริญรุดหน้าไปมากแล้ว ความขัดแย้งภายในของประเทศเหล่านี้ทำให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนาย ทุนขึ้นภายหลัง เช่น การปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนของรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2448 - 2450 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 )


เลนินชี้ว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อชนชั้นนายทุน เท่านั้น ต่อชนชั้นกรรมาชีพก็มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะว่า “การปฏิวัติของชนชั้นนายทุนยิ่งดำเนินไปอย่างเต็มที่ เด็ดเดี่ยว และถึงที่สุดเท่าไหร่ การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อคัดค้านชนชั้นนายทุน ช่วงชิงระบอบสังคมนิยมก็ยิ่งมีหลักประกัน” (จาก “สองยุทธวิธีของพรรคสังคมประชาธิปไตยในการปฏิวัติประชาธิปไตย”)
ดัง นั้น ในระยะประวัติศาสตร์เช่นนี้ ชนชั้นกรรมาชีพทั้งสามารถและควรจะกลายเป็นผู้นำการปฏิวัตินี้ การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนภายใต้การนำของชนชั้นกรรมาชีพย่อมจะ ต้องเกิดขึ้นในรูปแบบที่เป็นผลดีต่อชาวนาและกรรมกร ย่อมจะต้องสถาปนา “เผด็จการประชาธิปไตยประชาชนที่ปฏิวัติ” ของชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ทั้งย่อมจะต้องแปรเปลี่ยนเป็นการ “ปฏิวัติสังคมนิยม” ต่อไปด้วย ความคิดเหล่านี้ของเลนิน มีความหมายในการชี้นำอย่างใหญ่หลวงต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนใน ยุคจักรพรรดินิยม


ในยุคจักรพรรดินิยม นอกจากในทวีปยุโรป ยังมีประเทศด้อยพัฒนาล้าหลังอยู่ทั่วโลกเป็นอันมากที่ยังมิได้ทำการปฏิวัติ ประชาธิปไตยให้ลุล่วงไป พวกจักรพรรดินิยมหรือกลุ่มทุนข้ามชาติขนาดยักษ์นั้น ด้านหนึ่งก็ร่วมสมคบกับอิทธิพลศักดินาภายในประเทศด้อยพัฒนาล้าหลัง รักษารากเหง้าระบอบขูดรีดของศักดินาไว้ และทำให้ชนชั้นเจ้าที่ดินกลายเป็นหลักค้ำจุนการรุกรานและการปกครองประเทศ เหล่านี้ของตน อีกด้านหนึ่งก็ชุบเลี้ยงชนชั้นนายทุนใหญ่ที่มีลักษณะเป็นนายหน้าในประเทศ ด้อยพัฒนาล้าหลัง เพื่อให้เป็นตัวแทนการปกครองประชาชนเหล่านี้ของตนโดยตรง


ใน หลายประเทศ ชนชั้นนายทุนนายหน้าได้พัฒนากลายเป็นชนชั้นนายทุนขุนนาง ใช้อำนาจรัฐของประเทศผูกขาดเส้นเลือดทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศเพื่อรับใช้ พวกจักรพรรดินิยม ความขัดแย้งระหว่างจักรพรรดินิยมกับประชาชาติที่ถูกกดขี่ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นศักดินาและนายทุนนายหน้าฝ่ายหนึ่งกับมวลมหาประชาชน เป็นความขัดแย้งพื้นฐานของประเทศเหล่านี้ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ


หลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 และหลังการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย การต่อสู้ปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยในประเทศด้อยพัฒนาล้าหลังได้เกิดขึ้น อย่างกว้างขวาง และชนชั้นนายทุนมิได้เป็นชนชั้นนำการปฏิวัติแต่เพียงชนชั้นเดียวอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นยุคแห่งการปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นกรรมาชีพเพื่อ ก้าวไปสู่สังคมนิยม


เลนินชี้ว่า “ถ้าหากการต่อสู้เพื่อคัดค้านทุนของกรรมกรในทวีปยุโรปและอเมริกาไม่สามัคคี กับทาสในเมืองขึ้น เรือนแสนเรือนล้านที่ถูกทุนกดขี่อยู่ทั้งหมดอย่างแน่นแฟ้นที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวปฏิวัติของประเทศที่ก้าวหน้า โดยความเป็นจริงแล้วก็เป็นแค่เพียงกลลวงอย่างหนึ่งเท่านั้น” (จาก “การประชุมสมัชชาผู้แทนครั้งที่ 2 ของคอมมิวนิสต์สากล”)


เหมาเจ๋อตุง ชี้ว่า “การปฏิวัติของประเทศเมืองขึ้น กึ่งเมืองขึ้น เป็นการโจมตีลัทธิจักรพรรดินิยมอย่างถึงที่สุด มันทำให้แนวหลังของลัทธิจักรพรรดินิยมกลายเป็นแนวหน้าที่คุกคามชีวิตของ ลัทธิจักรพรรดินิยม สั่นคลอนระบอบลัทธิจักรพรรดินิยมอย่างถึงราก และเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาของการเคลื่อนไหวปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นสิ่งที่ลัทธิจักรพรรดินิยมไม่ยินยอมและคัดค้าน แต่มันกลับเป็นที่ยอมรับของลัทธิสังคมนิยม และเป็นสิ่งที่ลัทธิสังคมนิยมและชนชั้นกรรมาชีพสากลให้การสนับสนุน”
หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 การเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประชาชาติในประเทศด้อยพัฒนาล้าหลังได้พัฒนาขยาย ตัวไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น หลังจากการต่อสู้กับจักรพรรดินิยมมาเป็นเวลายาวนาน บางส่วนได้ก้าวไปสู่หนทางสังคมนิยม บ้างก็ได้รับเอกราชทางการเมือง แต่จักรพรรดินิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดินิยมอเมริกา ยังคงดิ้นรนและหมายมุ่งที่จะใช้นโนบาย “ล่าอาณานิคมแบบใหม่” ที่มีเล่ห์เหลี่ยมกลลวงมากกว่าเดิม มากดขี่ขูดรีดประเทศด้อยพัฒนาล้าหลังต่อไป รวมทั้งแทรกตัวเข้าแทนที่ลัทธิล่าอาณานิคมแบบเก่าที่เสื่อมอิทธิพลลง


ลัทธิ ล่าอาณานิคมแบบใหม่มิได้ใช้วิธีการล่าเมืองขึ้นโดยตรงอย่างโจ่งแจ้ง หากได้ใช้สิ่งที่เรียกว่า ”การช่วยเหลือ” เป็นเหยื่อล่อ ใช้วิธีการ “ผูกมัด-ควบคุมทางเศรษฐกิจ การกว้านซื้อทางการเมือง และสนธิสัญญาทางทารทหาร” เป็นเครื่องมือบรรลุจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกับลัทธิล่าอาณานิยมแบบเก่า ซึ่งโดยผิวเผินแล้ว ได้ยอมให้ประเทศที่ถูกรุกรานยังคงมี “ความเป็นเอกราชในทางรูปแบบ” เพราะมันแสดงบทบาทหลอกลวงได้แนบเนียนกว่า


สิ่ง ที่เรียกว่า ”การช่วยเหลือ” แท้จริงก็คือการส่งออกของทุนอย่างหนึ่ง การช่วยเหลือเหล่านี้ก็เพื่อที่จะเสริมการรุกราน การขูดรีด และการควบคุมที่มั่นคงแน่นหนายิ่งขึ้นต่อประเทศที่คอยรับความช่วยเหลือ แล้วคอยฉกชิงผลกำไรสูงสุด และสร้างอิทธิพลครอบงำทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประเทศที่รับความช่วย เหลือตลอดไป


หลายสิบปีหลังการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย การต่อสู้ปฏิวัติตามแนวทางสังคมนิยมได้ท้าทายการครอบงำโลกของ “ทุนนิยม” อย่างทั่วด้าน กลายเป็นสงครามเย็นที่เผชิญหน้ากันในทุกแนวรบระหว่างค่ายสังคมนิยมกับค่าย ทุนนิยม


แม้ว่าในเวลาต่อมา สงครามเย็นได้ยุติลงโดยฝ่ายค่ายสังคมนิยมจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและถอยร่น เพราะความอ่อนหัดและขาดบทเรียนในการนำลัทธิมาร์กซ-เลนินไปชี้นำการปฏิวัติ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางภาววิสัย ทำให้ต้องหันกลับมาสรุปบทเรียนและความจัดเจนครั้งใหญ่ท่ามกลางการต่อสู้นี้ เหมือนดังตอนหนึ่งของเพลง “วีรชนปฏิวัติ” ที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ประพันธ์ไว้ว่า
“สู้ พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้สู้ใหม่ จนชัยได้มา”


การเพลี่ยงพล้ำและถอยร่นดังกล่าว ทำให้ค่ายทุนนิยมรุกเข้าครอบครองโลกไว้ได้อย่างเด็ดขาด การขยายอิทธิพลของจักรพรรดินิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดินิยมอเมริกาจึง เป็นไปอย่างเต็มที่ ทั้งด้วยรูปแบบทางเศรษฐกิจและทางการทหาร ทั้งบนบก ในทะเล และแม้แต่ในอวกาศ โดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ ไม่ว่าในกรณีรุกรานประเทศอาฟกานิสถาน ประเทศอิรัก การข่มขู่ว่าจะใช้กำลังทหารรุกรานประเทศต่าง ๆ หรือแม้แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและคุกคามความ ปลอดภัยของประชาชนทั่วทั้งโลก ทำให้วิกฤติการณ์ต่าง ๆ ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ


ทฤษฎีการปฏิวัติตั้งแต่ ในอดีต ได้ให้ความสำคัญต่อ “ปัญหาอำนาจการนำ” ไว้อย่างมาก เหมาเจ๋อตุงเคยกล่าวไว้ว่า “ปัญหาอำนาจการนำของการเคลื่อนไหวปฏิวัติในประเทศเมืองขึ้น กึ่งเมืองขึ้น เป็นปัญหามูลฐานปัญหาหนึ่ง เป็นปัญหาปมเงื่อนแห่งการที่จะบรรลุชัยชนะอย่างถึงที่สุดหรือไม่ของการ ปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย”


ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติโลกของลัทธิ สังคมนิยมวิทยาศาสตร์แห่งชนชั้นกรรมาชีพ (ในกาลข้างหน้าอนาคตที่ยังมาไม่ถึง) มีแต่ชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้นจึงจะสามารถนำประชาชนทั้งมวลไปทำการปฏิวัติที่ คัดค้านจักรพรรดินิยม คัดค้านศักดินา คัดค้านทุนนิยมได้อย่างถึงที่สุด ทำให้ประเทศเป็นเอกราชและประชาชนได้รับการปลดปล่อยอย่างถึงที่สุดได้อย่าง แท้จริง นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล และไม่อาจจะเข้าใจได้ด้วยการมองแค่ปรากฏการณ์ช่วงสั้น ๆ ในปัจจุบัน หรือด้วยทัศนะการมองปัญหาแบบหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนที่ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือมิได้ทำความเข้าใจด้วยทัศนะของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งก็เหมือนกับนักคิดโบราณในยุคทาสจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมเชื่ออย่างเด็ดขาด ว่า ชนชั้นทาสจะสามารถลุกขึ้นต่อสู้ปลดแอกตนเองจนระบอบทาสล่มสลาย หรือเหมือนกับนักคิดโบราณในยุคศักดินาจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมเชื่ออย่างเด็ดขาด ว่า พ่อค้าวาณิชย์หรือเหล่ากระฏุมพีที่แสนต่ำต้อยในสังคมศักดินาจะเติบโตเข้ม แข็งจนกลายเป็นชนชั้นผู้ขุดหลุมฝังศพให้กับชนชั้นศักดินา เช่นเดียวกัน ด้วยทัศนะอภิปรัชญาแบบนี้

พวกเขาจึงมองไม่เห็นพลังของชนชั้นกรรมาชีพในอนาคต และคิดเพียงว่า ชนชั้นกรรมาชีพที่ต่ำต้อยด้อยพลังในเวลานี้จะต้องสะดุดหยุดนิ่งและจะเป็น เช่นนี้ตลอดไป ขณะเดียวกันก็ใช้หลักคิดพื้นฐานเช่นนี้ไปเข้าใจว่า ชนชั้นนายทุนชาติ ชนชั้นกลาง รวมทั้งปัญญาชนและชนชั้นนายทุนน้อย จะต้องมีพลังมากกว่าชนชั้นกรรมาชีพเช่นนี้ไปตลอดกาลเช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ปรากฏการณ์เฉพาะหน้านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่มีการ พัฒนามาตลอดกาลอย่างยาวนานหลายพันปี และมิได้สิ้นสุดหยุดนิ่งแต่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน ที่สำคัญบางคนถึงกับเชื่อว่าชนชั้นนายทุนจะสามารถเสกสรร์เล่ห์อุบายกลลวง นานัปการมาหลอกลวงมึนชา ให้ชนชั้นกรรมาชีพยอมจำนนอยู่กับการกดขี่ขูดรีดเช่นนี้ได้ตลอดไป และฟันธงอย่างมั่นใจว่า การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วตลอดกาล และแน่นอน ลัทธิมาร์กซก็ย่อมจะใช้ไม่ได้ไปตลอดกาลด้วย !


นี่เป็นการต่อสู้ใน ปริมณฑลทางความคิดทฤษฎีที่แหลมคม เพราะความปรารถนาสูงสุดของชนชั้นนายทุนตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็คือ พยายามทำให้ทุกคนในโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกรรมาชีพ) เชื่อว่า ทฤษฎีลัทธิมาร์กซใช้ไม่ได้หรอก เป็นความคิดโง่ ๆ เกิดขึ้นเป็นจริงไม่ได้ หลงเชื่อไปก็เสียเวลา หรือไม่ก็ตายเปล่า และอะไรอีกมากมายในทำนองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังสงครามเย็นที่ค่ายสังคมนิยมเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และถอยร่น ซึ่งถ้าหากพวกเขาทำได้สำเร็จเช่นนั้นจริง ๆ ก็ย่อมจะรักษาสถานะนำในสังคมและธำรงไว้ซึ่งการกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วง เช่นนี้ได้ตลอดไป แต่มันง่ายเกินไปที่จะเพ้อฝันว่าชนชั้นกรรมาชีพที่ก้าวหน้าจะพากันละทิ้งการ ใช้ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนินที่เป็นอาวุธทางความคิดของชนชั้นตนหลังจากการ ต่อสู้ทางชนชั้นกับชนชั้นนายทุนแล้วเกิดความเพลียงพล้ำขึ้นมาสักครั้งสอง ครั้ง เพราะหากละทิ้งหรือปราศจากอาวุธทางความคิดที่รับใช้ชนชั้นกรรมาชีพอย่างถึง ที่สุดชนิดนี้แล้ว ชนชั้นกรรมาชีพก็ไม่สามารถจะต่อสู้โค่นล้มชนชั้นนายทุนและปลดปล่อยพลังการ ผลิตได้อย่างแท้จริงและตลอดไป


กล่าวสำหรับในบางประเทศที่มี อิทธิพลของจักรพรรดินิยม และศักดินาดำรงอยู่อย่างแน่นหนา การดำรงอยู่ของชนชั้นที่ล้าหลังกว่าทางประวัติศาสตร์ เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาไปของสังคมในทุก ๆ ด้าน ในบริบทของความคิดทฤษฎี พวกเขาขัดขวางการขยายตัวเติบใหญ่ของระบอบทุนนิยมอย่างเห็นได้ชัด (แม้ว่าจะพลิกผันตัวเองให้มาขูดรีดแบบเดียวกับชนชั้นนายทุน และมีผลประโยชน์มหาศาลร่วมกับชนชั้นนายทุนอยู่แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงใช้อิทธิพลของชนชั้นที่ล้าหลัง สร้างกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เอาเปรียบและมิได้แข่งขันกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียม กันกับชนชั้นนายทุนอื่น ๆ ) อีกทั้งระบอบการผลิตและวัฒนธรรมจิตสำนึกที่ล้าหลังของพวกเขา ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมที่พัฒนาไปแล้วโดยการผลักดันของชน ชั้นนายทุนได้ การมีอิทธิพลของชนชั้นที่ล้าหลังกว่าดำรงอยู่อย่างหนาแน่น จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขั้นพื้นฐานในสังคมขึ้นอย่างกว้างขวาง และแน่นอนพวกเขาย่อมดิ้นรนเพื่อยืดลมหายใจมิให้ชนชั้นนายทุนขุดหลุมฝังพวก เขาได้โดยง่าย สังคมประเทศอื่น ๆ ที่เคยผ่านช่วงประวัติศาสตร์นี้มาก่อนก็ล้วนแต่เป็นเช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดที่น่าตื่นเต้นตกใจแต่อย่างใด


นักลัทธิ มาร์กซที่ใช้หลักการพื้นฐานของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาศึกษา และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเหลานี้ จะสามารถเข้าใจเรื่องราวได้โดยง่าย และคาดการณ์อนาคตได้ไม่ยากว่า ชนชั้นที่ขัดขวางกงล้อประวัติศาสตร์ ขัดขวางการพัฒนาก้าวรุดหน้าของพลังการผลิตในสังคม จะต้องเสื่อมทรุดและถูกแทนที่ด้วยชนชั้นที่ก้าวหน้ากว่าในช่วงประวัติศาสตร์ นั้น ๆ นี่เป็นกฎที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะยอมรับลักษณะรูปธรรมที่กักขฬะของชนชั้นนายทุนหรือไม่ก็ตาม เพราะกฎที่ว่านี้ได้เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ปลายยุคชุมชนบรรพ กาลเมื่อเกือบหมื่นปีมาแล้ว เพียงแต่ว่า ด็อกเตอร์ คาร์ล มาร์กซ เป็นผู้ค้นพบและถอดกฎเกณฑ์เหล่านี้ออกมาเป็นทฤษฎีได้สำเร็จ จนแม้แต่นักวิชาการและสถาบันชั้นนำในประเทศอเมริกายังต้องยกย่องให้ ดร. คาร์ล มาร์กซ เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหัสวรรษ (ในรอบ 1,000 ปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1001-2000 ) เหนือกว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบหลักการทำงานของระเบิดปรมาณูเสียอีก


การ ปฏิวัติในสังคมที่เช่นนี้จะต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบ คือ
1. ปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน จะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ
1.1 ชนชั้นนายทุนมีความเข้มแข็งและตัดสินใจต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของตน
1.2 ชนชั้นกรรมาชีพยังอ่อนแอ กล่าวคือ

1.2.1 ไม่สามารถแสดงพลังทางการเมืองที่เป็นอิสระจากชนชั้นอื่น ๆ

1.2.2. ยังมิได้ติดอาวุธทางความคิดเพื่อปลดปล่อยชนชั้นเองอย่างกว้างขวาง

1.2.3 ยังมิได้มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งในรูปแบบสูงสุด (พรรคปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ)
การ ปฏิวัติรูปแบบนี้จะนำโดยชนชั้นนายทุน เพื่อไปขุดหลุมฝังศพให้กับชนชั้นที่ล้าหลังกว่าทางประวัติศาสตร์ แต่ชนชั้นนายทุนจะต้องสำแดง “บทบาทการนำ” ที่เข้มแข็ง จริงจัง เอาการเอางานและทุ่มเทอย่างเต็มที่ และมีแนวร่วมอันกว้างใหญ่ไพศาลคอยสนับสนุน พวกเขาก็จะพบความสำเร็จพร้อมกับชัยชนะที่รออยู่ข้างหน้า


ในรูปแบบ นี้ สถานะ “การนำ” ของขบวนการต่อสู้จะเป็นของชนชั้นนายทุน และผลประโยชน์ของการปฏิวัติก็จะตกอยู่กับชนชั้นนายทุนเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาจะเป็นชนชั้นนำในสังคมทดแทนชนชั้นที่ล้าหลังกว่าทางประวัติศาสตร์ต่อ ไป และมีบทบาทในการควบคุมการพัฒนาของ “พลังการผลิตในสังคม” ให้ก้าวรุดหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น
ส่วนชนชั้นกรรมาชีพจะต้องช่วงชิงผล ประโยชน์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งนี้ มาทำให้ภายในขบวนแถวของชนชั้นกรรมาชีพเข้มแข็งและมีพลังอย่างเต็มที่ รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของกรรมกรบางส่วนด้วย
แต่ถ้าชนชั้นนายทุนยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ ไม่กล้าแสดงบทบาทนำในการต่อสู้ครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือทรยศต่อประชาชน หันไปสมคบและประนีประนอมกับชนชั้นที่ล้าหลังทางประวัติศาสตร์ พวกเขาก็จะต้องถูกทำลายล้างและพบกับจุดจบที่น่าอัปยศอดสู ผลประโยชน์ทางชนชั้นอันมหาศาลของพวกเขาจะถูกทำลายและฉกฉวยช่วงชิงไป


อย่าง ไรก็ตาม หากพวกเขาไม่กล้าลุกขึ้นสู้ และอยู่ในช่วงเวลาที่ชนชั้นกรรมาชีพยังเติบโตเข้มแข็งไม่เพียงพอที่จะเข้า แบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ของตน ในอนาคตก็จะต้องมีตัวแทนชนชั้นนายทุนกลุ่มใหม่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับชนชั้นที่ ล้าหลังกว่าและจะต้องประสบชัยชนะในที่สุด นี่เป็นกฎทางประวัติศาสตร์ !
2. การปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน จะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ

2.1 ชนชั้นนายทุนอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคม

2.1.1 ไม่กล้าต่อสู้กับชนชั้นที่ล้าหลังกว่าทางประวัติศาสตร์

2.1.2 ทรยศต่อประชาชน หรือหันไปสมคบและประนีประนอมกับชนชั้นที่ล้าหลังทางประวัติศาสตร์

2.1.3 ถูกแยกสลายทำลายล้างและอ่อนแอกว่าชนชั้นอื่น ๆ โดยสัมพัทธ์
2.2 ชนชั้นกรรมาชีพมีความเข้มแข็ง ได้ติดอาวุธทางความคิดอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งที่ทรงพลังเข้มแข็งเพียงพอ


การปฏิวัติรูปแบบนี้จะนำโดย ชนชั้นกรรมาชีพ (กรรมกร) ที่ลุกขึ้นมาแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ของตนเอง โดยมีชนชั้นชาวนาเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็ง นำพาชนชั้นกลาง ชนชั้นนายทุนน้อย ชนชั้นนายทุนชาติและผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวลที่รวมตัวกันเป็น “แนวร่วมประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาล” เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติครั้งนี้
ผล ประโยชน์จากการปฏิวัติครั้งนี้ก็จะตกอยู่กับ “ประชาชนทุกชนชั้น” มิได้ตกอยู่กับชนชั้นกรรมกร-ชาวนา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีบทบาทนำเท่านั้น หากแต่ชนชั้นอื่น ๆ ไม่ว่าชนชั้นกลาง ชนชั้นนายทุนน้อย ชนชั้นนายทุนชาติและผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทุกหมู่เหล่าเช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ภิกษุ อาชีพอิสระ นักบริหาร ค้าขาย รับจ้างสาธารณะ ฯลฯ ต่างก็จะได้ประโยชน์กันโดยถ้วนหน้า
“การปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน” จึงเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมที่รวบรวมพลังทางการเมืองของคน ทุกชนชั้น ไม่ว่ากรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย ชนชั้นกลาง และรวมทั้งชนชั้นนายทุนชาติด้วย เพื่อ
1. สร้าง “ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน” ที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริงขึ้นมาในสังคม

2. ขจัดอิทธิพลล้าหลังที่ขัดขวางพลังการผลิต เอารัดเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดชนชั้นอื่น ๆ ทุกชนชั้น

3. จัดสรรผลประโยชน์ให้กับชนชั้นต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

4. พัฒนาประเทศให้อยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์อย่างเท่าเทียมและรู้เท่าทันเล่ห์กล ของ จักรพรรดินิยม

5. ต่อสู้กับการรุกรานและขยายอิทธิพลครอบงำโลกของจักรพรรดินิยมอย่างเด็ดเดี่ยว

6. ร่วมมือบางอย่างกับจักรพรรดินิยมบางส่วน ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างมีการจำแนกแยกแยะ
การ วิเคราะห์สังคมอย่างถูกต้องและตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ จะช่วยแยกแยะให้แจ่มชัดว่า การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่สุดนี้ เป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน หรือการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน
กล่าว (ย้ำอีกที) สำหรับในบางประเทศที่มีอิทธิพลของจักรพรรดินิยมและศักดินาดำรงอยู่อย่างแน่น หนา
การเปลี่ยนแปลงสังคมในรูปแบบ “การปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน” นั้น หากจะเกิดขึ้นจริง ในทางยุทธวิธี (ของชนชั้นกรรมาชีพ) อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมอยู่บ้าง แต่ปัจจัยชี้ขาดว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ยังคงอยู่ที่ชนชั้นนายทุนว่าจะกล้าต่อสู้จริง ๆ หรือไม่ กล่าวโดยทั่วไปก็มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากชนชั้นที่ล้าหลังทางประวัติศาสตร์ก็รู้จักสรุปบทเรียน และต้องการประนีประนอมมากกว่า เพราะนอกจากด้านวัฒนธรรมจิตสำนึกแล้ว ก็มิได้มีอะไรที่เข้มแข็งกว่าชนชั้นนายทุน


ส่วนในทางยุทธศาสตร์นั้น หากคิดจะหวังพึ่งให้ชนชั้นนายทุนชาตินำพาการปฏิวัติสังคมอย่างถึงที่สุดแล้ว กล่าวได้ว่านี่เป็นความคิดเพ้อฝันที่ผิดพลาดและล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนในทางปฏิบัติจะทำแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนได้หรือไม่ ยังต้องพิจารณาที่ชนชั้นกรรมาชีพมีพลังมากพอสมควรหรือยัง ที่สำคัญต้องมิใช่หลอมรวมกลายเป็นเครื่องมือรับใช้พวกเขา


สำหรับรูป แบบการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน จะต้องเข้าใจอีกว่า ระดับการเข้าร่วมการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนชาตินั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยน แปลงของ “การเปรียบเทียบกำลังทางชนชั้น” และ “การเปลี่ยนแปลงความขัดแข้งทางชนชั้น” ซึ่งเหมาเจ๋อตุงชี้ว่า “ในยุคจักรพรรดินิยม ชนชั้นอื่น ๆ ของประเทศหนึ่งใด ล้วนไม่สามารถจะนำการปฏิวัติที่แท้จริงใด ๆ ไปสู่ชัยชนะได้” (จาก “ว่าด้วยเผด็จการประชาธิปไตยประชาชน”) นั่นคือต้องไม่ประเมินบทบาทของชนชั้นนายทุนชาติมากจนเกินจริง พวกเขาก่อบทบาทในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในบางขั้นตอนเท่านั้น มิใช่เป็นบทบาทการนำตลอดไป


ชนชั้นนายทุนชาติในบางประเทศ ในระยะเวลาและในเงื่อนไขที่แน่นอนหนึ่ง ถึงแม้จะได้นำการเคลื่อนไหวประชาชาติและได้รับชัยชนะบ้างก็ตาม แต่ว่าในขั้นสุดท้ายก็ยังคงไม่สามารถจะแก้ภาระหน้าที่มูลฐานของการปฏิวัติ ประชาชาติประชาธิปไตยไปได้อย่างถึงที่สุด ซึ่งข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ก็ได้ยืนยันในข้อนี้อย่างชัดเจนแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากชนชั้นนายทุนชาติมีทั้ง


1. ความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมการปฏิวัติ (แค่เข้าร่วม ไม่ใช่นำ)

2. ลักษณะประนีประนอมต่อกลุ่มชนชั้นปกครองที่ล้าหลัง


ชนชั้นกรรมาชีพจึง ต้องใช้นโยบายแนวร่วมที่ทั้งร่วมมือและทั้งต่อสู้กับพวกเขา ร่วมมือกับพวกเขาในการคัดค้านจักรพรรดินิยม ศักดินานิยม ตลอดจนกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ที่ขัดขวางการพัฒนาก้าวหน้าของพลังการผลิต และต่อสู้กับลักษณะโลเลประนีประนอมของพวกเขาอย่างเด็ดเดี่ยว ขจัดแนวโน้มที่คัดค้านมวลชนกรรมกรชาวนา และคัดค้านพรรคปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพของชนชั้นนายทุนอย่างเด็ดเดี่ยวเช่น เดียวกัน
ต่อชนชั้นเจ้าที่ดินหรือชนชั้นอื่น ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ ชนชั้นกรรมาชีพก็สามารถยึดหลักการ “ใช้ความขัดแย้ง ช่วงชิงส่วนมาก คัดค้านส่วนน้อย ตีให้แตกทีละส่วน” สร้างแนวร่วมชั่วคราวกับอิทธิพลบางส่วนในหมู่พวกเขาเท่าที่มีความเป็นไปได้ และเมื่อมีความจำเป็น (จาก “ว่าด้วยนโยบาย” ของเหมาเจ๋อตุง)
ในปัญหา แนวร่วมนี้ ต้องระวังทั้งแนวโน้มที่ “ร่วมมือทุกอย่าง ปฏิเสธการต่อสู้” และ “ต่อสู้ทุกอย่าง ปฏิเสธการร่วมมือ”


แนวร่วมที่ครอบคลุมชนชั้นนาย ทุนและกลุ่มอิทธิพลล้าหลังในสังคมกลุ่มอื่น ๆ ด้วยนั้น พรรคปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะต้องรักษาฐานะความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองเอาไว้ให้ได้ จะต้องพัฒนากำลังการปฏิวัติอย่างเอาการเอางาน “พันธมิตรระหว่างกรรมกรกับชาวนาภายใต้การนำของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเสาหลักของแนวร่วม” มีแต่การพัฒนากำลังหลักนี้อย่างเต็มที่เท่านั้น จึงจะสามารถสามัคคีกำลังที่สามารถจะสามัคคีได้ ยับยั้งความโลเลของกำลังที่เป็นกลาง และดึงดูดพวกเขาให้มาอยู่กับฝ่ายตน จากนี้จึงขยายและสร้างความมั่นคงแก่แนวร่วมให้ใหญ่โตขึ้นอย่างไม่ขาดสาย และโดดเดี่ยวอิทธิพลล้าหลังให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะสามัคคีกำลังที่สามารถสามัคคีได้ทั้งปวง เสริมอิทธิพลปฏิวัติให้เติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นและโดดเดี่ยวอิทธิพลที่ล้าหลัง ทางประวัติศาสตร์ ชนชั้นกรรมาชีพยังจำเป็นจะต้องสร้างแนวร่วมปฏิวัติอย่างกว้างขวางกับชนชั้น นายทุนชาติ ชนชั้นนายทุนน้อยและชนชั้นกลางในเมือง ตลอดจนพลังที่รักชาติอื่น ๆ บนพื้นฐานของความเป็นพันธมิตรระหว่างกรรมกร-ชาวนา


แต่สิ่งสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ ในทางยุทธศาสตร์ นักลัทธิมาร์กซจะต้องทุ่มเทกำลัง นำหลักการพื้นฐานของทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนินเข้าไปสู่ชนชั้นกรรมกรและชาวนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วงที่สุด นี่เป็นภารกิจหลักที่มีความหมายทางยุทธศาสตร์เหนือกว่าภารกิจอื่นใดทั้งปวง
ปัจจุบัน พลังการผลิตที่พัฒนาขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ได้สร้างชนชั้นกรรมกรขึ้นมาจำนวนมาก และก็มีทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนินเป็นอาวุธความคิดทางชนชั้นที่ทรงพลังที่สุด อยู่แล้ว เพียงแต่อาวุธทางความคิดเหล่านี้ ยังมิได้ซึมลึกเข้าไปสู่มวลหมู่กรรมกรและชาวนาอย่างเต็มที่ เมื่อมวลชนผู้ทุกข์ยากและถูกกดขี่ขูดรีดอันไพศาลได้ใช้อาวุธทางความคิดของตน อย่างมีพลังแล้ว การเปลี่ยนแปลงต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งชนชั้นผู้ถูกกดขี่ตื่นตัวขึ้นมาเร็วเท่าไหร่ พวกเขาก็จะเข้ามาแบกรับภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ได้เร็วขึ้นเท่านั้น


อย่าง ไรก็ตาม การนำพาชนชั้นกรรมาชีพให้ลุกขึ้นต่อสู้ปฏิวัติได้อย่างเป็นจริง ก็ต่อเมื่อมีการนำที่ถูกต้องของพรรคการเมืองแห่งชนชั้นของตนเอง พรรคการเมืองที่ใช้ความคิดลัทธิมาร์กซ-เลนินชี้นำทางความคิด
ความ สำเร็จในภารกิจในการจัดตั้งองค์กรนำสูงสุดของชนชั้นกรรมาชีพในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งชี้ขาดว่า นักลัทธิมาร์กซแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้หรือไม่ และก้าวไปอย่างไรในท่ามกลางวิกฤติการณ์ทุก ๆ ด้าน ?

Saturday, February 5, 2011

จีน เป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยม


ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย การปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท. ถือเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงเพียงครั้งเดียวของไทย เพราะที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย เป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจปกครองประเทศจากชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยที่โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมยังคงเหมือนเดิม แต่การปฏิวัติที่นำโดย พคท. มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศทั้งระบอบ เพื่อก้าวไปสู่สังคมสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ในที่สุด


พคท. เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตามทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน ต่อมาเมื่อการปฏิวัติของจีนประสบความสำเร็จพรรคคอมมิว-นิสต์จีนสามารถสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) จากผลสะเทือน ดังกล่าว ในการประชุมสมัชชาครั้งที่สองของ พคท. เมื่อปี พ.ศ. 2495 ที่ประชุมจึงได้ผ่านมติยอมรับความคิด เหมา เจ๋อ ตง เป็นทฤษฎีชี้นำเช่นเดียวกับลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา การปฏิวัติของไทยที่นำโดย พคท. จึงยึดถือจีนเป็นแบบอย่างการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐจากชนชั้นปกครองใช้วิธีเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยใช้ ส่วนการสร้างสรรค์สังคมสังคมนิยมภายหลังได้รับชัยชนะ แม้จะไม่ได้กำหนด ไว้ชัดเจน แต่แน่นอนย่อมไม่ต่างจาก จีนมากนัก ในสายตาของนักปฏิวัติไทย ประเทศจีนที่เป็นรัฐสังคมนิยมจึงเป็นเสมือนภาพในอนาคตของประเทศไทย ที่พวกเขามุ่งมั่นต่อสู้เพื่อให้ไปถึงวันนั้น
เป็นที่น่าเสียดายว่า การปฏิวัติ ไทยที่นำโดย พคท. ต้องสะดุดหยุดลงในกลางทศวรรษ 2520 ความหวังที่จะเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นอันต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด แต่อย่างใดก็ตาม เชื้อแห่งการปฏิวัติไทยยังไม่ดับมอดทีเดียว ผู้ที่เคยเข้าร่วมปฏิวัติกับ พคท. จำนวนมากยังไม่ละทิ้งอุดมการณ์ โอกาสที่พวกเขาจะรวมตัวกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อผลักดันสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นยังมีความเป็นไปได้


ในขณะที่กระแสการปฏิวัติของ ไทยกำลังขึ้นสูงภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในจีนได้เกิดการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์ จีนภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้จัดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางชุดที่ 11 เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) ที่ประชุมได้ผ่านมติให้พรรค เน้นงานด้านเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นการเน้นงานด้านการเมืองและการปฏิวัติเหมือนในอดีต และได้กำหนดนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดหักเหของประวัติศาสตร์จีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการประชุมจุนอี้ในระหว่างเดินทัพทางไกลเมื่อปี 1935 เพราะนับแต่นี้ไป จีนได้เริ่มการพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบประเทศทุนนิยม จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกประเทศหนึ่ง ขณะเดียวกัน ท่าทีของจีนต่อการปฏิวัติก็เปลี่ยนไป จีนได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล ประเทศต่างๆ ที่ตนเคยโจมตีว่าเป็นสมุนจักรพรรดินิยม ส่วนความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆกลับเสื่อมลง การเปลี่ยนแปลงของจีนได้ส่งผลกระทบกว้างขวางและลึกซึ้งต่อขบวนปฏิวัติของประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีผลทำให้การเคลื่อนไหว ปฏิวัติในหลายประเทศต้องปิดฉากลงหรือตกอยู่ในสภาพลำบากอย่างยิ่ง


พคท. เป็นพรรคที่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนนโยบายของจีน พคท. จำต้องปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนไทยที่ตั้งอยู่ในจีน และยังต้องรับเคราะห์จากความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนาม ทำให้ไม่สามารถใช้ดินแดนลาวและกัมพูชาเป็นแนวหลังอีกต่อไป ที่หนักที่สุดคือ อาวุธและยุทธปัจจัยของกองกำลัง ทปท. เขตภาคเหนือและภาคอีสาน ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากจีนไม่มีอีกแล้ว เพราะเส้นทางลำเลียงที่ผ่านลาวถูกตัดขาด พคท. ต้องพบกับความยากลำบากที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทั้งที่กำลังอยู่ในช่วงกระแสสูงของการปฏิวัติ ทุกวันนี้แม้จะยังไม่มีการสรุปอย่างจริงจังถึงสาเหตุความล้มเหลวของ พคท. และการปฏิวัติไทย แต่การเปลี่ยนนโยบายของ จีนและสถานการณ์ในอินโดจีนขณะนั้นน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของขบวนปฏิวัติไทยในช่วงนั้น


ประเทศจีนภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศ เศรษฐกิจของประเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีปริมาณการค้าต่างประเทศใหญ่เป็นที่ 3 ของโลก และมีเงินตราต่างประเทศสำรองมากที่สุดในโลก จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ของโลกอย่างแท้จริง โดยใช้เวลาในการพัฒนาเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น


อย่างใดก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ที่สำคัญคือปัญหาการกระจายรายได้ ที่เกิดความเหลื่อม ล้ำระหว่างเขตชายฝั่งกับดินแดนตอนใน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมือง กับชนบท และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อม ปัญหาการพัฒนาคุณภาพคน ปัญหาสังคมเช่น ยาเสพติด การพนัน การค้าประเวณี การค้ามนุษย์ การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่ระบาดไปทุกวงการ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาประเทศตามระบอบทุนนิยม ที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยประสบมาแล้วทั้งนั้น ที่น่าสังเกตคือ ปัญหาเหล่านี้เคยถูกกำจัดจนหมดสิ้นในยุคที่จีนเป็นรัฐสังคมนิยม แต่ได้ฟื้นขึ้นมาใหม่ภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศ


ในช่วงแรกของการปฏิรูปและเปิดประเทศ ภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีการต่อสู้สองแนวทางระหว่างการเดินหน้าปฏิรูปต่อไป กับการถอย กลับไปสู่นโยบายเดิม ส่วนในสังคมก็มีกระแสความไม่พอใจต่อพรรคคอมมิวนิสต์ อันเนื่องมาจากการละเลยในการจัดการปัญหาที่เกิดจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ความไม่พอใจนี้ได้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ จนกลายเป็นเหตุการณ์ นองเลือดเทียนอันเหมินที่มีผู้เสียชีวิตมากมายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989


พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มี เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นผู้นำสูงสุดได้ใช้วิธีเฉียบขาดในการจัดการกับผู้ชุมนุมที่ จัตุรัสเทียนอันเหมิน จากนั้นในปี 1992 เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมมณฑลทางใต้ และได้กล่าว สุนทรพจน์หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้เร่งปฏิรูปและเปิดประเทศให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการสยบเสียงคัดค้านภายพรรคให้เงียบลงไป นับตั้งแต่นั้นมา การปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนก็ได้เดินหน้าเต็มที่ การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนรุดหน้าเหมือนติดปีกบิน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่า 9 % ต่อปีติด ต่อกันเป็นเวลา 10 กว่าปี ซึ่งนับเป็นอัตราสูงที่สุดในโลก จนทำให้จีนกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลก ส่วนในด้านการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ยึดกุมอำนาจรัฐไว้อย่างเหนียวแน่น โดยแทบไม่มีการปฏิรูปใดๆ เกิดขึ้น


การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนทำ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ดีขึ้นมาก ทุกวันนี้คงไม่มีคนจีนคนใดต้องการให้ประเทศของเขากลับไปสู่ยุคเดิมอีก แต่ก็มีคนจีนจำนวนไม่น้อยเกิดความสงสัยว่า ประเทศของเขาเป็นประเทศสังคมนิยมหรือทุนนิยมกันแน่ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือ และในอนาคตพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังจะนำพวกเขาก้าวเดินไปสู่สังคมสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์อีกหรือไม่ คำถามเหล่านี้เป็นโจทย์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องตอบให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน ชาวจีน

ไม่เพียงชาวจีนเท่านั้นที่เกิดความสงสัยในระบอบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศเขา ชาวต่างชาติโดยเฉพาะผู้ที่เคยเข้าร่วมขบวน การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม และเคยยึดถือจีนเป็นแบบอย่าง ก็เกิดความสับสนเช่นกันว่า ความสำเร็จใน การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนเกิดจากการมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำ และมีทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์-เลนินเป็นความคิดชี้นำ หรือเกิดจากการเลียนแบบประเทศทุนนิยมกันแน่ ประสบ- การณ์ของจีนเป็นบทเรียนที่ใช้กับประเทศอื่นได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ จีนยังเป็นประเทศสังคม- นิยม ที่ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นทางผ่าน เพื่อก้าวไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิวัติ หรือเป็นเพียงประเทศทุนนิยมที่ปกครองโดยกลุ่มเผด็จการในคราบของพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น


พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตอบปัญหาทางทฤษฎีที่ค้างคาใจคนมาตลอด ซึ่งล่าสุดได้สรุปเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างชัดเจน ที่มีสาระสำคัญคือ ขณะนี้จีนอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของสังคมสังคมนิยม และกำลังสร้างสรรค์ สังคมสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีน โดยใช้รูปแบบเศรษฐกิจการตลาดสังคมนิยม ระบบกรรมสิทธิ์รวมยังเป็นระบบหลักในการถือครองปัจจัยการผลิต ส่วนระบบกรรมสิทธิ์อื่นเป็นเพียงระบบเสริมเท่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพยังเป็นชนชั้นนำของสังคม พรรคคอมมิว-นิสต์ยังเป็นตัวแทนชนชั้นกรรมาชีพ เป้าหมายระยะยาวของพรรคคอม-มิวนิสต์จีนยังคงเป็นการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ให้เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ ดังนั้นจีนจึงเป็นประเทศสังคมนิยมโดยไม่ต้องสงสัย


ที่ยกมาข้างต้นเป็นคำกล่าวจากเอกสารทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งชาวจีนส่วนใหญ่แม้แต่สมาชิกพรรคยังไม่อยากเชื่อ การพิจารณาว่าจีนเป็นประเทศสังคมนิยมหรือทุนนิยมคงมิใช่ฟังจากทางการจีนเท่านั้น หากแต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะสรุปได้ในทันทีทันใด หรือบางทีอาจไม่สามารถหาข้อสรุป จน กว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน


อย่างใดก็ตาม ผู้เขียนในฐานะที่เคยทำงานอยู่ในจีนนานถึง 17 ปี จะขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับจีนที่ผู้เขียนรับรู้มา เพื่อให้มิตรสหายพิจารณาเองว่า ประเทศจีนที่เป็นจริงจะเหมือนหรือต่างกับที่มิตรสหายจิตนาการหรือไม่ และสภาพของจีนในทุกวันนี้ควรจะเรียกว่าเป็นสังคม- นิยมหรือทุนนิยมกันแน่


ในด้านการเมืองการปกครอง จีนปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์มาตลอด ในหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ โรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชนต่างๆทั้งในเมืองและชนบท ฯลฯ จะมีคณะกรรมการพรรคหรือหน่วยพรรค ตั้งอยู่ ในกิจการลงทุนของต่างชาติและกิจการเอกชนบางแห่งก็มีคณะกรรมการพรรคหรือหน่วยพรรคเช่นกัน คณะกรรมการพรรคหรือหน่วยพรรคจะตั้งซ้อนกับองค์กรบริหารเช่น หัวหน้ากรมกอง ผู้จัดการโรงงานผู้อำนวยการโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ โดยมีอำนาจในการตัดสินใจและถือว่าอยู่เหนือฝ่ายบริหาร ในองค์กรต่างๆ เลขาธิการพรรคถือเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่ง ส่วนหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นอันดับสอง


ในจีนมีพรรคการเมืองอื่นอีก 8 พรรค แต่พรรคเหล่านี้ไม่มีความอิสระในการดำเนินงาน ไม่สามารถเสนอนโยบายที่แตกต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์และไม่สามารถรับสมัคร สมาชิกโดยไม่ผ่านการยินยอม จากพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคเหล่านี้จึงไม่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริง


พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้อำนาจ ปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ อำนาจ บริหาร อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจ ตุลาการอยู่ในมือของพรรคทั้งหมด สื่อทุกแขนงอยู่ใต้การควบคุมของพรรคอย่างเข้มงวด ประชาชนไม่มีสิทธิในการจัดตั้งกลุ่มการเมืองหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากแนวนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์


ปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีสมาชิกพรรคประมาณ 70 ล้านคน การเข้าเป็นสมาชิกพรรคมีขั้นตอนเช่นเดียวกับในอดีต คือต้องเป็นคนที่เอางานเอาการ กระตือรือร้น มีผู้แนะนำและต้องผ่านขั้นสมาชิกเตรียมระยะหนึ่ง สมาชิกพรรคต้องศึกษาทฤษฎีการเมืองอย่างต่อเนื่องและต้องใช้ชีวิตจัดตั้ง การเป็นสมาชิก พรรคเป็นเรื่องเปิดเผย ดังนั้นคนที่เป็นสมาชิกพรรคจึงต้องระมัดระวังคำพูดและการแสดงออกเวลาอยู่ต่อหน้าคนรู้จัก ส่วนลับหลังก็เหมือนคนทั่วไปที่มีความเห็นแก่ตัวและกิเลสตัณหาต่างๆ สมาชิกพรรคเท่าที่ผู้เขียนรู้จัก แทบไม่มีคนใดที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ บางคนยังยอมรับว่าที่เข้าพรรคเพราะต้องการไต่เต้าขึ้นไปเท่านั้น
ในด้านเศรษฐกิจ จีนแทบไม่แตกต่างจากประเทศทุนนิยม ชาวจีน สามารถเปิดกิจการค้าได้อย่างเสรี หรือจะลงทุนในตลาดหุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนต่างๆ ฯลฯ ก็มีทางเลือกมากมาย แม้แต่ไปลงทุนในต่างประเทศก็ทำได้ กฎหมายเกี่ยวกับการค้าการลงทุนและกฎหมายภาษีอากรของจีนค่อนข้างสมบูรณ์ ระบบกรรมสิทธิ์เอกชนได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่


รัฐวิสาหกิจของจีนแม้จะยังครองสัดส่วนการผลิตมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่การบริหารแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก รัฐวิสาหกิจที่ประสบความ สำเร็จในการดำเนินงานจะเป็นกิจการ ที่ร่วมทุนกับต่างชาติหรือมีการปรับปรุงการบริหารงานตามแบบประเทศทุนนิยม ส่วนรัฐวิสาหกิจที่บริหารตามแบบเดิมหรือไม่สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยก็ยังขาดทุนต่อไป ซึ่งได้กลายเป็นภาระหนักอึ้งของรัฐบาลในการอุดหนุน


กิจการลงทุนต่างชาติและกิจการเอกชนเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวาที่สุดของจีน การเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกของจีนมาจากกิจการสองส่วนนี้เป็นหลัก รูปแบบกรรมสิทธิ์และการบริหารของกิจการสองส่วนนี้เป็นแบบทุนนิยมล้วนๆ ที่คำนึงแต่การแสวง หากำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


ในด้านสังคม จีนใช้ระบบสำมะโนครัวที่เข้มงวดแบ่งพลเมืองออกเป็นสองพวก คือคนในเมืองกับคนชนบท คนชนบทไม่สามรถย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ในเมือง สมัยก่อนคนในเมืองมีสวัสดิการต่างๆ เช่น บ้านพัก การรักษาพยาบาล การศึกษา เล่าเรียน การปันส่วนอาหาร ฯลฯ และมีโอกาสเข้าทำงานในหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนคนชนบทซึ่งมีจำนวนประมาณ 70% ของพลเมืองทั่วประเทศไม่มีสวัสดิการ ใดๆ ต้องเสียภาษีผลผลิตเกษตร แล้วยังต้องแบกภาระเงินเดือนของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ครูประชาบาล และค่าใช้ จ่ายจีปาถะต่างๆ ปัจจุบันสวัสดิการของคนในเมืองถูกยกเลิกหมดแล้ว แต่ระบบสำมะโนครัวยังมีผลบังคับใช้ ภาระของชาวชนบทก็ยังเหมือนเดิม


จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำกัดมาก ชาวนาครอบครัวหนึ่งมีที่ดินเพาะปลูกประมาณ 1-3 ไร่ไทยเท่านั้น รายได้หลักของชาวชนบทจึงอยู่ที่การเข้าไปหางานทำในเมือง ชาวชนบทไม่สามารถเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นได้แค่ลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น อาชีพของชาวชนบทส่วนใหญ่ที่เข้าไปทำงานในเมืองได้แก่ กรรมกรในโรงงานเอกชน คนงานก่อสร้าง พนักงานบริการตามร้านอาหาร พนักงานทำความสะอาด พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นต้น ชาวชนบทเป็นแรงงาน ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน เป็นผู้สร้าง ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในเมือง และเป็นผู้ที่ทำให้สินค้าจีนมีต้นทุนต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ จนส่งไปขายทั่วโลก ยึดครองตลาดทุกหนทุกแห่ง


ในขณะที่คนชนบทสร้างความเจริญให้เมืองต่างๆ และสร้างกำไรมหาศาลแก่เจ้าของกิจการ พวกเขากลับได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง นอกจากค่าแรงที่ต่ำกว่าคนในเมืองมากแล้ว ยังต้องทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง ต้องเสี่ยงอันตราย จากอุบัติเหตุ กินอาหารที่คนในเมือง ไม่กินกัน อาศัยอย่างแออัดอยู่ในห้อง แคบๆ ยามเจ็บไข้ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล บุตรหลานของพวกเขาไม่สามารถเข้าโรงเรียนในเมือง พวกเขามักถูกเจ้าของกิจการและผู้รับเหมาหาเหตุหักเงินเดือนหรือเบี้ยวค่าแรงดื้อๆ นอกจากนี้ยังถูกคนในเมืองดูถูกเหยียดหยาม ถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจและตำรวจข่มเหงรังเก


การกดขี่ขูดรีดชาวชนบทเป็นเรื่องน่าละอายที่สุดในสังคมจีน ในจีนมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ใส่ใจดูแล พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาล กลางของจีนได้ออกกฎระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ให้ลดภาระหรือช่วยเหลือชาวชนบทมากมาย แต่ไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจังสักเรื่อง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ ชาวชนบทเป็นแรงงานราคาถูกและมีทักษะสูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต ทำให้สินค้าจีนมีราคา ถูกกว่าสินค้าประเทศอื่นๆ จึงสามารถ ส่งออกไปทุ่มตลาดต่างประเทศและนำเงินเข้าประเทศมากมายมหาศาล นี่คือเคล็ดลับของ การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนตระหนักดีว่า หากยกเลิก ระบบสำมะโนครัว ปล่อยให้ชาวชนบทย้ายเข้าเมืองได้อย่างเสรี จะไม่มีแรงงานราคาถูกอีกต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของจีนจะลดลงไปทันที จึงต้องคงสภาพเดิมไว้ จนกว่าจีนจะมีความสามารถในการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ใช้แรงงานเป็นหลัก นี่คือโศกนาฏกรรมชองชาวนาจีนที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้เสียสละในการพัฒนาประเทศ
นอกจากความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนชนบทแล้ว

สังคมจีนยังเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมเช่นเดียวกับสังคมทุนนิยมทั้งหลาย ในจีนทุกอย่างว่ากันด้วยเงิน คนที่มีเงินสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนคนจนต้องดิ้นรนให้มีชีวิตรอดด้วยความยากลำบาก ประเทศจีนปัจจุบันรัฐไม่มีสวัสดิการให้ประชาชน คนที่ทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจ กิจการต่างชาติและกิจการเอกชนขนาดใหญ่สามารถใช้สวัสดิการของที่ทำงาน ส่วนคนที่ไม่มีหน่วยงานสังกัดหรือทำงานในกิจการเอกชนขนาดเล็กต้องช่วยเหลือตัวเอง ค่ารักษาพยาบาลกับค่าเล่าเรียนในจีนแพงมาก ที่อยู่อาศัยก็แพงขึ้นเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในยามเจ็บป่วย หรือเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนของลูกหลานหรือซื้อบ้าน เพราะเมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือหรือจะขอความเมตตาจาก ใครได้ทั้งนั้น กรณีที่คนไข้ในโรงพยาบาลถูกไล่ออกกลางคันเพราะเงินหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปรกติมากในเมืองจีน


หน่วยราชการของจีนซับซ้อนใหญ่โต หน่วยงานแต่ละแห่งมีอำนาจ มากและมีข้อบังคับมากมาย การติดต่อเรื่องใดๆ กับหน่วยราชการเสียเวลามากและต้องเสียเงินทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น การซื้อรถยนต์คันหนึ่ง จะต้องเสียเวลาเป็นเดือนติดต่อกับหน่วยราชการ 10 กว่าหน่วย และเสียค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 1 ใน 3 ของราคารถยนต์ ท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ก็แย่มาก มีลักษณะวางตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย ทั้งที่หน้าหน่วยราชการทุกแห่งจะมีป้ายเขียนคำว่า “รับใช้ประชาชน” ติดไว้โก้หรู คนจีนบอกผู้เขียนว่า เขาต้องแก้เป็น “รับใช้เงินหยวน” จึงจะถูกต้อง


ปัญหาเรื่องพฤติกรรมของคนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความงุนงงแก่ผู้ไปเยือนจีน โดยเฉพาะผู้ที่เคยเข้าร่วมขบวนปฏิวัติต่างไม่เข้าใจว่า ทำไมพลเมืองของประเทศที่เคยอยู่ในระบอบสังคมนิยมนานถึง 30 ปี และปัจจุบันยังอยู่ใต้การปกครองของ พรรคคอมมิวนิสต์ถึงเป็นแบบนี้ คนจีนจำนวนมากไม่มีระเบียบ เวลาขึ้นรถลงเรือจะแย่งกัน ชอบขากเสลด ทั้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง เอะอะโวยวาย ไม่มีมารยาท พูดปดจนติดเป็นนิสัย เห็นแก่ตัว ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ด้อยกว่า ฯลฯ พฤติกรรม ของคนจีนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สังคมสังคมนิยมหล่อหลอมคนให้เป็นเช่นนี้หรือ แล้วเราจะต่อสู้เพื่อให้เกิดสังคมที่มีคนเป็นแบบนี้หรือ
อย่างใดก็ดี ประสบการณ์ของผู้เขียนเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น การจะชี้ว่าจีนเป็นสังคมนิยม หรือทุนนิยมคงไม่ใช่สรุปกันง่ายๆ ผู้เขียนหวังว่ามิตรสหายคงจะศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องออกมาให้ได้

Sunday, January 23, 2011

กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักประพันธ์ของประชาชน


กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ร.ศ.๑๒๓ ซึ่งเป็นวันสิ้นปี พ.ศ.๒๔๔๗ ตามปฏิทินเก่า บิดาชื่อนายสุวรรณ เป็นเสมียนเอกกรมรถไฟ มารดาชื่อ นางสมบุญ กุหลาบมีพี่สาว ๑ คน ชื่อ จำรัส ได้รับการศึกษาในวัยเด็กที่โรงเรียนวัดหัวลำโพงจนจบชั้นประถม ๔ จากนั้นเข้าเรียนโรงเรียนทหารเด็กของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุฒิ และมาเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์

บิดาของกุหลาบ ถึงแก่กรรมตั้งแต่เมื่อเขาอายุได้ ๖ ปี ทำให้ครอบครัวของเขาต้องอยู่ในฐานะยากจนมาก มารดาของเขาต้องรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนพี่สาวยึดอาชีพแสดงละครร้อง จึงสามารถที่จะส่งกุหลาบให้เรียนจบจบชั้นมัธยมได้ จากพื้นฐานครอบครัวเช่นนี้น่าจะทำให้กุหลาบเป็นคนที่มีความรู้สึกเห็นใจคน ยากจนตั้งแต่อยู่โรงเรียนมัธยม

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้เริ่มเขียนหนังสือ และบทกวีลงตีพิมพ์ในนิตยสารหลายเล่ม และได้เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์ใน พ.ศ.๒๔๖๗ คือเรื่อง “คุณพี่มาแล้ว” พิมพ์โดยคณะรวมการแปล กุหลาบ จบชั้นมัธยม ๘ ใน พ.ศ.๒๔๖๘ และกุหลาบก็เริ่มต้นชีวิตนักเขียน โดยการเขียนเรื่องส่งไปลงตามนิตยสารต่าง ๆ และเริ่มเขียนนวนิยายรักประโลมโลกภายใต้นามปากกาศรีบูรพา ได้แก่เรื่อง หัวใจปรารถนา โลกสันนิวาส ผจญบาป ลูกผู้ชาย ปราบพยศ เป็นต้น ในหนังสือเหล่านี้ เริ่มแสดงให้เห็นว่า กุหลาบนั้นมีความคิดที่รักความเป็นธรรม และคัดค้านความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ดังจะเห็นได้จากในนวนิยายเรื่อง ลูกผู้ชาย ซึ่งกุหลาบแต่งในปี พ.ศ.๒๔๗๑ แม้ว่าจะเป็นเรื่องรักประโลมโลกธรรมดา แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็น อุดมการณ์แบบลูกผู้ชายที่เน้นการเสียสละเพื่อส่วนรวม


ต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๗๒ ก็ได้ร่วมทุนกับเพื่อนเพื่อทำหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษรายปักษ์ โดยกุหลาบ รับตำแหน่งเจ้าของและบรรณาธิการ แนวความคิดในการออกหนังสือเล่มนี้ ก็ยังเป็นการเน้นอุดมการณ์สุภาพบุรุษที่เน้นการเสียสละเพื่อส่วนรวม และจะเห็นได้ว่ากุหลาบได้ปรับเปลี่ยนมาสู่อุดมการณ์แห่งความเสมอภาคของ มนุษย์ ซึ่งหมายถึงการที่มนุษย์ที่เกิดมาย่อมมีฐานะที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น เขาจึงได้เขียนบทความชุดในชื่อว่า มนุษยภาพ ลงในหนังสือพิมพ์ศรีกรุงเพื่อแสดงจุดมุ่งหมายให้สังคมไทยสนใจเรื่องสิทธิ และความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ บทความนี้ ทำให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงถูกปิดถึง ๗ วัน แต่กระนั้นกุหลาบก็ได้เขียนนวนิยายเรื่อง "สงครามชีวิต" เป็นรูปจดหมายรักโต้ตอบ โดยในจดหมายรักเหล่านี้ ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนะในเชิงวิจารณ์สังคมไทยโดยเฉพาะในเรื่องช่องว่าง ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นสำนึกเกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคมเช่นเดียวกัน


เมื่อ เกิดการปฏิวัติวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็มีท่าทีสนับสนุนการปฏิวัติทันที โดยการเขียนบทความเรื่อง “สร้างสยามใหม่ในชั่วเวลา ๗ วัน” อธิบายให้เห็นคุณูปการของการปฏิวัติครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า ภายในเวลา ๗ วัน คณะราษฎรได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำไม่ได้นั่น คือ การดำเนินการให้มีธรรมนูญการปกครองและให้มีสภาราษฎรในสยาม


จาก นั้น กุหลาบก็ได้เขียนบทความ ๓ ตอนครั้งใหม่ โดยบทความแรกชื่อว่า สมรรถภาพของสยามใหม่อยู่ที่ไหน บทความที่สองชื่อ ชาติกำเนิดไม่ใช่สมรรถภาพของคน และ บทความสุดท้ายชื่อ ความเชื่อมั่นของสยามใหม่ อยู่ที่คุณวุฒิและคุณธรรมของบุคคล บทความชุดนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ความยึดมั่นของชาวสยาม ที่เห็นว่าชาติกำเนิดเป็นที่มาแห่งสมรรถภาพของประเทศนั้นเป็นความยึดมั่นที่ ผิด คนที่กำเนิดมาดีหรือชนชั้นเจ้านั้น ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่มีทั้งโง่และฉลาด ดังนั้นการผูกขาดอำนาจไว้ในมือเจ้านายจึงไม่ถูกต้องการปฏิวัติแล้วนำมาซึ่ง สิทธิของราษฎรจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยเหตุผลแล้ว


หลังการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ ม.จ.วรรณไวยากร วรวรรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้านายที่สนับสนุนการปฏิวัติ ต้องการที่จะออกหนังสือพิมพ์การเมืองชื่อ “ประชาชาติ” เพื่อเสริมสร้างความรู้ในด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชน จึงได้ชักชวนให้กุหลาบ สายประดิษฐ์ เข้ารับตำแหน่งบรรณาธิการและชักชวนเพื่อนของกุหลาบหลายคนร่วมในกอง บรรณาธิการด้วย หนังสือพิมพ์นี้ออกฉบับปฐมฤกษ์ ในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๕ และกลายเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับสำคัญในสมัยแห่งการบริหารของคณะราษฎร แต่ต่อมา ได้เกิดปัญหา เพราะฝ่ายของ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามเห็นว่า ประชาชาติแสดงท่าทีสนับสนุน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของตน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก กุหลาบ สายประดิษฐ์ จึงลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการ และเดินทางไปดูงานที่หนังสือพิมพ์อาซาฮี ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา ๖ เดือน ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๙ ซึ่งในโอกาสนี้เองที่เขาได้เก็บข้อมูลมาเขียนนวนิยายเรื่องสำคัญ คือ เรื่อง ข้างหลังภาพ


เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ถูกจับกุมเข้าคุกครั้งแรก ทั้งนี้เหตุการณ์สืบเนื่องมาจากการที่ญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทยในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ และรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจยอมให้ญี่ปุ่นผ่านแดนและร่วมมือกับญี่ปุ่น ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ ได้มีกลุ่มคนไทยผู้รักชาติใช้นามว่า คณะไทยอิสสระ ออกใบปลิวต่อต้านญี่ปุ่นและโจมตีรัฐบาลจอมพล ป. ว่ายอมตกเป็นเครื่องมือของญี่ปุ่น รัฐบาลหวาดระแวงสงสัยนักหนังสือพิมพ์ว่าอยู่เบื้องหลังการทำใบปลิว ในวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ จึงได้จับกุม กุหลาบ สายประดิษฐ์ อารีย์ ลีวีระ ขจร สหัสจินดา เฉวียง เศวตทัต ดำริห์ ปัทมะศิริ สุรีย์ ทองวานิช และคนอื่น ๆ ในข้อหาต้องสงสัยว่า จะเป็นผู้พิมพ์ใบปลิวแจก แต่ต่อมาปลายเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ ทางการตำรวจได้จับกุมนายเล้ง โบราณวงศ์ ในขณะที่กำลังเตรียมใบปลิวไทยอิสสระฉบับที่ ๒ จึงได้ทราบว่า กลุ่มนักเขียนที่จับมาไม่ใช่ไทยอิสระ กุหลาบและนักหนังสือพิมพ์คนอื่น ๆ จึงถูกปล่อยตัว แม้กระนั้นทางการรัฐบาลก็ยังคงคุมขังกุหลาบเอาไว้ถึง ๘๔ วัน


เมื่อ สงครามโลกยุติลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ รัฐบาลพลเรือน ที่สนับสนุนนายปรีดี พยมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ หนังสือพิมพ์ก็สามารถเสนอข่าวสารได้อย่างเป็นอิสระ ในระยะนี้เอง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้รับความช่วยเหลือจากปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ให้กู้เงินธนาคารเอเชีย ไปศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เขาจึงออกเดินทางไปออสเตรเลียในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๐ และอยู่ในออสเตรเลีย จนถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒ ก็เดินทางกลับ ซึ่งเป็นระยะที่รัฐบาลพลเรือนได้ถูกยึดอำนาจโค่นล้มไปแล้ว และรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารเป็นผู้บริหารประเทศ

ในระยะนี้ เป็นระยะที่แนวคิดสังคมนิยมเริ่มเผยแพร่ในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสะเทือนจากการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน ที่น่าสนใจก็คือ กุหลาบก็ได้รับผลสะเทือนจากแนวคิดสังคมนิยมเช่นกัน หากแต่เป็นแนวคิดสังคมนิยมจากออสเตรเลีย ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนจากนักคิดเชิงมนุษยธรรมมาสู่นักคิดสังคมนิยม ที่ถือจุดยืนเพื่อประชาชนคนยากจน


กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้เข้าร่วมในกองบรรณาธิการนิตยสารอักษรสาส์น ซึ่งเป็นนิตยสารสำคัญที่เผยแพร่แนวคิดสังคมนิยมในสังคมไทย และเขียนนวนิยายเรื่อง จนกว่าเราจะพบกันอีก (พ.ศ.๒๔๙๓) ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวนิยายเพื่อชีวิตเล่มแรกในสังคมไทย โดยเนื้อเรื่องของนวนิยายนี้ ดำเนินไปด้วยการสนทนาแต่ก็สะท้อนถึงการพัฒนาความคิดของกุหลาบที่อธิบายการ เปลี่ยนความคิดของตัวละครเอกที่เปลี่ยนจากการดำเนินชีวิตแบบหนุ่มเสเพลมาสู่ การเป็นนักอุดมคติที่มีความรักในมวลมนุษยชาติ และเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะกลับมาผลักดันสังคมไทยให้เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ ดีขึ้น นอกจากนี้ก็คือเรื่อง ปรัชญาของลัทธิมาร์กซิส ใน พ.ศ.๒๔๙๓


ใน เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๓ รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา กุหลาบได้เข้าร่วมก่อตั้งขบวนการสันติภาพเพื่อคัดค้านสงคราม และคัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลีจึงถูกจับเข้าคุกในข้อหากบฎที่เรียกว่า กบฎสันติภาพ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๕ และต้องอยู่ในคุกจนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ในระหว่างนี้ กุหลาบได้แต่งนวนิยายเรื่อง แลไปข้างหน้า ภาคปฐมวัย และภาคมัชฌิมวัย ซึ่งเป็นนวนิยายเพื่อชีวิตที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง


เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหารและใช้อำนาจเผด็จการ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ในขณะนั้นกุหลาบอยู่ในระหว่างการเยือนประเทศจีน เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่กลับประเทศไทย และได้ใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่นอกประเทศถึง ๑๖ ปี จนถึงแก่กรรมที่ประเทศจีนในวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๗ เมื่ออายุได้ ๖๙ ปี ในระหว่างนี้ กุหลาบ ก็ยังมีงานเขียนที่เป็นบทความ และบทกวี มากมาย ออกมาทางวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย และยังน่าจะเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการเรียบเรียง และเป็นบรรณาธิการหนังสือปฏิวัติหลายเล่มที่แปลจากภาษาจีนออกเป็นภาษาไทย อย่างไรก็ตามเป็นการยากมากที่จะรวบรวมหรือระบุงานเขียนของเขาในระยะนี้ เพราะแทบจะไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่แล้วเพียงแต่สามารถที่จะกล่าวได้ว่า แม้ว่าจะลี้ภัยในต่างประเทศแล้วกุหลาบก็มิได้หยุดการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชนไทยจนกระทั่งสุดท้ายในวาระชีวิตของเขา


และ นี่คือความมั่นคงในอุดมการณ์ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ บทกวีสำคัญที่กุหลาบแต่งเพื่อสดุดีชัยชนะของการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนใน กรณี ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ยังเป็นที่จดจำกันอยู่ดังนี้


หยดฝน ย้อยจากฟ้ามาสู่ดิน

ประมวลสินธุ์เป็นมหาสาครใหญ่

แผ่เสียงซัดปฐพี อึงมี่ไป

พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง

เป็น พลังแกร่งกล้ามหาศาล

แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล

ไม่อาจต้านแรงมหา ประชาชน

Monday, December 27, 2010

"บุคคลแห่งปี" ของนิตยสารโลกวันนี้.. “พะเยาว์ อัคฮาด”


ขนาดแค่ลูกเดินหายไปพ้นจากสาย ตาไม่กี่ก้าว นายอภิสิทธิ์ยังตกใจแต่ ดิฉันต้องสูญเสียลูกสาวไปไม่มีวันได้คืน มันต่างกันหรือไม่จึงอยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ให้คิดถึงหัว อกคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไป คิดถึงญาติพี่น้องของ 91 ศพที่ตายไป เขาจะรู้สึกอย่างไร คิดบ้างไหม”


ความรู้สึกของนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด “น้องเกด” อายุแค่ 25 ปี1 ในเหยื่อ 6 ศพวัดปทุมวนารามหลัง จากมีรายงานข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมนางพิมพ์เพ็ญ ภริยาและ น.ส.ปราง เวชชาชีวะ “น้องปราง” บุตรสาว ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมเขต 2 กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา

แต่ “น้องปราง” หลบหนีกล้องผู้สื่อข่าวหลังจากใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วขณะที่นายอภิสิทธิ์อยู่ในวงล้อม ผู้สื่อข่าวแต่สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อไม่เห็นบุตรสาวและหันไปถามนางพิมพ์เพ็ญว่า “ลูกล่ะ” ซึ่งตอบว่า “ลูกหายไปไหนไม่รู้”นายอภิสิทธิ์จึงหันมาพูดเสียงดังลั่นว่า “ลูกสาวผมหาย” ก่อนแหวกวงล้อมออกไปตามหาและพบหน้าบุตรสาวที่ยืนรออยู่ด้านหน้า

ก่อนจะถอนหายใจและเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มร่าเดินเข้าไปโอบไหล่บุตรสาวขึ้นรถออกไปทันทีซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่มีความรักต่อลูก แต่กรณีนางพะเยาว์ไม่ใช่ลูกหายแต่ถูกยิงอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่ทำหน้าที่เป็นพยาบาลอาสาช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์7 เดือนยังเงียบเชียบแต่กว่า 7 เดือนที่ผ่านมากลับไม่มีความคืบหน้าของคดีเลยนางพะเยาว์จึงต้องต่อสู้ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)และญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” รวมทั้งสิ้น 91 ศพเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

ซึ่งนายอภิสิทธิ์และผู้เกี่ยวข้องในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้แม้การต่อสู้จะถูกอิทธิพลต่างๆขัดขวางและข่มขู่ แต่นางพะเยาว์และคนเสื้อแดงก็ไม่เคยหมดหวังกับการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ 91 ศพ

โดยเฉพาะนางพะเยาว์ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทุกวันอาทิตย์หรือการจัดงานรำลึกวาระต่างๆในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”รวมทั้งการต่อสู้ทางคดีทั้งในประเทศและศาลอาญาระหว่างประเทศการให้ข้อมูลกับประชาคมโลกทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อต่างๆต่อสู้จนกว่าได้ความยุติธรรม“ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องคดี

เรื่องการฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมเพราะยังมี พ.ร.บ.ความมั่นคงมาครอบไว้อยู่ดี เราได้คุยในกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกคนเห็นด้วยที่จะตั้งองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมและต่อสู้ทางคดีต่อไปเราไม่เคยเชื่อรัฐบาล เพราะวันนี้เขามีอำนาจมากเหลือเกิน เรามองไม่เห็นกลไกอะไรไปต่อสู้เขาได้แม้แต่กระบวนการยุติธรรมในประเทศ เราจึงจะยื่นหนังสือกับทุกสถานทูตและศาลระหว่างประเทศ”

นางพะเยาว์ให้ความเห็นหลังรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่เชื่อว่าการสอบสวนและชันสูตร 91 ศพจะคืบหน้า เพราะกว่า 7 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลพยายามปกปิดหรือบิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทั้งยังใช้อำนาจขัดขวางและข่มขู่ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมแม้แต่นางพะเยาว์เองก็ถูกโทร.มาขู่ให้หยุดความเคลื่อนไหว

ไม่เช่นนั้นอาจจะเสี่ยงกับชีวิตแต่นายณัทพัช อัคฮาด น้องชายของ “น้องเกด” ได้ตอบกลับผู้โทรศัพท์มาขู่ว่าถ้าเป็นลูกหรือญาติพี่น้องของคนโทรศัพท์เข้ามาจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยหรือไม่แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงยืนยันไปว่าจะไม่หยุดและไม่กลัว แต่จะเคลื่อนไหวหนักและมากกว่าเดิมอีกสภาพศพ “น้องเกด”ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของนางพะเยาว์จึงมีความสำคัญยิ่งกับการเรียกร้องความยุติธรรม

เพราะการสังหารโหด 6 ศพในวัดปทุมวนารามเป็นข่าวที่สร้างความ สะเทือนใจคนไทยอย่างยิ่งเพราะอยู่ในเขตวัดและประกาศเป็นเขตอภัยทานแล้วโดยเฉพาะการชันสูตรพลิกศพ “น้องเกด” ของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อต้นเดือนมิถุนายน พบว่ามีบาดแผลยิงทะลุผิวหนังมากถึง 10 แห่งโดยบาดแผลที่ 1 กระสุนยิงที่หลังผ่านขึ้นด้านบน ผ่านแนวลำคอหลังทะลุผ่านกะโหลกศีรษะซีกซ้ายทะลุสมองน้อยและสมองใหญ่

พบชิ้นส่วนโลหะคล้ายหัวกระสุนหุ้มทองแดง 1 ชิ้นค้างที่กะโหลกด้านขวาทิศทางจากล่างขึ้นบน หลังไปหน้า ขวาไปซ้ายเล็กน้อย ลักษณะหมอบลงกับพื้น หน้าหันลงพื้นดินบาดแผลที่ 2-4 ถูกยิงเข้าบริเวณอก บาดแผลที่ 5-10 ถูกยิงบริเวณแขนและขา

ลักษณะถูกระดมยิงสาเหตุการตาย กระสุนทะลุหลังเข้าไปทำลายสมองแม้แพทย์ผู้ตรวจไม่สามารถระบุได้ว่าถูกยิงจากบนลงล่างหรือไม่แต่จากการสันนิษฐานเชื่อว่า “น้องเกด” หลบหน้าแนบพื้นก่อนถูกระดมยิงจากด้านหลังซึ่งการตรวจสอบที่แน่ชัดต้องมีพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาประกอบด้วยเพราะการจำลองใช้เลเซอร์มาวางแนว วิถีกระสุนทำไม่ได้เนื่องจากหัวกระสุนไปถูกกระดูกและกระดอนไปมาทำให้ร่างกายเสียหายมากจนไม่สามารถจำลองแนวการยิงได้อย่างแน่ชัด

ส่วนรายละเอียดผลการชันสูตรอีก 5 ศพก็โหดเหี้ยมไม่แตกต่างกันนักคือนายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปีนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปีนายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปีนายสุวัน ศรีรักษา อายุ 31 ปี และนายอัครเดช ขันแก้ว อายุ 22 ปี (ผู้ช่วยพยาบาลอาสา)

ทั้งหมดถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงและมีบาดแผลทำลายจุดสำคัญของร่างกายจนเสียชีวิตหลักฐานทหารยิง?ยิ่งล่าสุดที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. อ้างบันทึกการสอบสวนและการชันสูตรศพของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใน 4 เหตุการณ์คือ


1.การตายของประชาชนในวัดปทุมวนาราม

2.การตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่นประจำสำนักข่าวรอยเตอร์

3.การตายของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต

4.การตายของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการเกี่ยวข้อง

ซึ่ง รายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลางพบกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) หัวกระสุนสีเขียวเช่นเดียวกันเกือบทุกศพโดยเฉพาะ 6 ศพในวัดปทุมวนารามมีทั้งหลักฐานภาพถ่าย พยานบุคคลหลาย สิบปากและคำสารภาพของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการเองว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบริเวณวัดรวมทั้งยิงเข้าไปในเต็นท์พยาบาลขณะที่ยุติการชุมนุมแล้ว

ข้อมูลดังกล่าวตรงข้ามกับที่นายนายอภิสิทธิ์และดีเอสไอเคยชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิต 4 ใน 6 รายในวัดปทุมวนารามเกิดจากวิถีกระสุนแนวราบทั้งยังยืนยันคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศอฉ.ในขณะนั้นว่าไม่มีกำลังทหารอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามสแควร์ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจพบปลอกกระสุนปืน


“น้องเกด” ไม่ตายฟรีนางพะเยาว์จึงยืนยันว่าจะเดินหน้าค้นหาความจริงให้ปรากฏไม่ว่าหน่วยงานไหนจะเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาลก็จะเสนอความจริงให้ปรากฏให้จงได้ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ต้องมีสักรัฐบาลที่ค้นหาความจริงให้ปรากฏน้องเกดจะไม่ตายฟรีหรือเปล่าประโยชน์เพราะยังมีแม่และเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะต่อสู้จนกว่าจะได้ตัวผู้กระทำความผิดยิงประชาชนและคนสั่งการมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม


ขณะเดียวกันครอบครัว “น้องเกด” ยังเตรียมสร้างหุ่นขี้ผึ้งรูป “น้องเกด” สูงเท่าตัวจริงเพื่อนำไปตั้งบริเวณที่น้องเกดเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใดแต่หากใครต้องการร่วมทำบุญบริจาคก็ยินดีเมื่อสร้างหุ่นขี้ผึ้งเสร็จแล้วจะไปพบนายอภิสิทธิ์เพื่อขออนุญาตตั้งหุ่นขี้ผึ้งน้องเกดภายในวัดสาเหตุที่ไปพบนายกฯเนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตั้งองค์กรญาติผู้เสียชีวิตกดดัน

นอกจากนางพะเยาว์จะประกาศรวบรวม 5,000-10,000 รายชื่อเพื่อยื่นให้สำนักนายกรัฐมนตรีปลดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกจากตำแหน่งแล้วยังจะจัดตั้งองค์กรญาติผู้เสียชีวิตเป็นองค์กรที่อิสระ เคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บอย่างเป็นทางการประมาณต้นเดือนมกราคม 2554

ซึ่งได้ติดต่อญาติของนายฮิโรยูกิและญาติของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มาร่วมกันเคลื่อนไหวด้วยจากนั้นจะเดินสายชี้แจงข้อเท็จจริงไปตามสถานทูตต่างๆและเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ออกมารับผิดชอบต่อการใช้ความรุนแรงกับประชาชน“คดี 91 ศพนี้นายธาริตก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ศอฉ. และร่วมเซ็นลงนามในการสั่งฆ่าประชาชนเช่นกันเมื่อโอนคดีเข้ามาอยู่ในดีเอสไอ การสืบสวนสอบสวนต่างๆ

ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียวไม่ใช่ตกอยู่ที่ประชาชน เท่ากับว่าทั้ง 91 ศพตายฟรี และ คนที่ร่วมกระทำผิดแต่กลับมาสืบสวนคดีเป็นเรื่องตลก


”แม้แต่นิตยสารไทม์ยังจัดให้การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงติดอันดับ 10 ข่าวใหญ่ของโลกส่วนนายเดวิด เชลสซิงเกอร์ หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักข่าวรอยเตอร์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแถลงผลการสอบสวน ฉบับเต็มในกรณีของนายฮิโรยูกิว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและใครเป็นผู้รับผิดชอบที่แท้จริง เพราะทางการไทยตกเป็นหนี้ครอบครัวของนายฮิโรยูกิฆาตกรรมโหดแห่งปีเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”


จึงตอกย้ำว่าเป็น “การฆาตกรรมโหดแห่งปี”และยังประจานการใช้อำนาจรัฐไทยและกลุ่มอำนาจนอกระบบว่าไม่ต่างกับ “รัฐทหาร”อย่างที่องค์การสิทธิมนุษยชนเอเชียระบุ การละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงเกิดขึ้นอย่างหน้าตาเฉยโดยผู้มีอำนาจและกองทัพไม่รู้สึกผิดแปลกอะไร

ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแต่กลับถูกประชาคมโลกประณามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาคมตั้งคำถามกับสหประชาชาติว่าทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

และในปี 2554 ประเทศไทยจะส่งรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไรขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆและกลุ่มภาคประชาชนได้ทำรายงานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอย่างชัดเจนรวมทั้งการฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศการสังหารโหด 91 ศพแม้รัฐบาลและกองทัพจะพยายามบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อต่างๆแต่ในที่สุด “ความจริง” ก็ต้องปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะไม่ใช่แค่นางพะเยาว์และคนเสื้อแดงที่ประกาศเอาชีวิตเข้าแลกเท่านั้นองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หายไปโดยไม่มีผู้กระทำผิดมารับผิดชอบโดยเฉพาะการฆ่าโหดในเขตอภัยทานกลางกรุงเทพฯ


คนไทยแห่งปีของ “โลกวันนี้”นางพะเยาว์ อัคฮาด จึงเปรียบเสมือน“แกนนำภาคประชาชนผู้บริสุทธิ์”หรือสัญลักษณ์ของผู้เสียชีวิต ไปโดยปริยาย

ทีมข่าว“โลกวันนี้” จึงมีมติยกย่องให้“นางพะเยาว์ อัคฮาด” มารดาของ “น้องเกด” เป็น “คนไทยแห่งปี” ของประเทศไทยในพุทธศักราชนี้ในวาระเดียวกัน

ทีมข่าว “โลกวันนี้” ยังมีมติยกย่อง“จูเลียน พอล แอสแซงจ์” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “วิกิลีกส์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ของโลกที่ทำให้รัฐบาลและ องค์กรต่างๆทั่วโลกต้องหวาดผวากับเอกสารและข้อมูลลับที่จะถูกแฉพฤติกรรมและนโยบายฉาวต่างๆที่คนทั่วโลกแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย “วิกิลีกส์”

ก็ทำให้ผู้มีอำนาจและผู้อาวุโสหลายคนต้องหัวหดและปิดปากสนิทไม่ว่าจะเป็นกรณี “วิคเตอร์ บูท” หรือรัฐประหาร 19 กันยายน 2549ที่สื่อและคนไทยทั้งแผ่นดินมีสภาพเหมือน “น้ำท่วมปาก” พูดอะไรไม่ได้ขณะที่รัฐบาลไทยก็ใช้อำนาจ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปิดกั้นเว็บไซต์ http://www.wikileaks.org/ ในประเทศไทย โดยอ้างความมั่นคงแต่ทั่วโลกกลับประณามว่าใช้อำนาจเยี่ยงรัฐบาลเผด็จการหรือ “รัฐทหาร”(อ่านบทความประกอบ “จับกระแสการเมือง” หน้า ด้วยเลือดและน้ำตา...หัวอกของคนเป็น “แม่”...


“พะเยาว์ อัคฮาด”...มารดาของ “น้องเกด”เธอคือ “คนไทยแห่งปี” โดยทีมข่าว “โลกวันนี้” และเชื่อว่าเธอคือ “บุคคลแห่งปี”ที่กำลังสะท้อนสะเทือน อารมณ์ของหัวอกคน เป็น “พ่อ-แม่” ที่ผู้ที่ มีจิตใจปรกติ...หาใช่ “ผีห่าซาตาน” ที่ไหน ก็มิอาจปฏิเสธได้!

Wednesday, December 15, 2010

ข้อพินิจบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งถึงหนทางแห่งชีวิตการงาน ?


คาร์ล มาร์กซ์ (เมื่ออายุ 17 ปี )


[1] ธรรมชาติโดยตัวของมันเองแล้วย่อมจำกัดขอบเขตพฤติกรรมซึ่งสัตว์โลกจะสามารถ แสดงออก และสัตว์โลกเองต่างก็แสดงพฤติกรรมอย่างเป็นปกติวิสัยภายในข้อจำกัดเช่นว่า นั้น โดยมิได้พยายามที่จะฝืนหรือขืนขัดต่อปกติวิสัยเช่นนั้นแต่อย่างใด ไม่...แม้เพียงจะระลึกรู้ได้ถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้นเลยด้วยซ้ำ สำหรับมนุษย์ก็เช่นกัน พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานจุดหมายปลายทางเบื้องหน้าไว้ให้แล้ว ได้แก่ การสร้างสรรค์ประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติและแก่ตนเอง แต่กระนั้น พระองค์ก็ทรงปล่อยให้มนุษย์แสวงหาหนทางในอันที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางดัง กล่าว ทรงประทานโอกาสแก่มนุษย์ที่จะเลือกตำแหน่งแห่งที่อันเหมาะสมที่สุดแก่ตนเอง ในชีวิตทางสังคม และเริ่มจากตำแหน่งแห่งที่ที่ว่านี้เอง เขาย่อมสร้างสรรค์ประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมรอบข้างได้อย่างดียิ่ง


[2] ความสามารถที่จะเลือกหนทางดั่งว่านี้ นับเป็นสิทธิพิเศษยิ่งของมนุษย์เหนือปวงสรรพชีวิตอื่นที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในขณะเดียวกันการเลือกหนทางข้างต้นก็อาจเป็นพฤติการณ์ที่สามารถทำลายชีวิตมนุษย์ผู้นั้นลงโดยสิ้นเชิง อาจเป็นอุปสรรคขวางกั้นความปรารถนาทั้งหลายของเขาผู้นั้น และกำจัดเสียซึ่งความสุขของเขาผู้นั้นเองในที่สุด ด้วยเหตุนี้ การพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกหนทางดังกล่าว ย่อมเป็นหน้าที่อันพึงกระทำเป็นประการแรกสุดทีเดียวสำหรับคนหนุ่มสาวผู้ กำลังจะเริ่มต้นชีวิตการงาน และไม่ปรารถนาจะปล่อยสิ่งสำคัญที่สุดของเขาในเรื่องนี้ให้ลอยล่องไปตามโชค ชะตา

[3] แต่ละคนล้วนมีความมุ่งปรารถนาประการใดประการหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น และสำหรับคนผู้นั้นแล้ว อย่างน้อยย่อมจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และยิ่งจะเป็นเช่นนั้นด้วย หากก้นบึ้งแห่งจิตสำนึกและเสียงเรียกร้องจากภายในดวงใจได้ยืนยันสำทับต่อสิ่ง ๆ นั้นด้วยแล้ว เนื่องจากว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่เคยเลยที่จะละทิ้งมนุษย์ไว้แต่เพียงผู้เดียวโดยปราศจากประทีปนำทาง พระองค์จะทรงตรัสอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่นเสมอ


[4] แต่เสียงจากพระองค์เช่นที่ว่านี้ อาจถูกกลบลบเลือนไปจากโสตประสาทได้โดยง่าย และสิ่งที่เราถือเอาเป็นแรงบันดาลใจก็อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจถูกทำลายให้สิ้นสูญไปในภายหลังก็เป็นได้เช่นกัน เป็นไปได้ด้วยว่า จินตนาการของเราอาจพุ่งโพลงขึ้นเช่นเปลวไฟ ความรู้สึกของเราโลดแล่นหวั่นไหว เจตภูตหลายตนฉวัดเฉวียนอยู่ต่อหน้าต่อตาของเรา และเราขาดสติในสิ่งซึ่งสัญชาตญาณอันไร้เหตุผลได้ชี้นำไป ซึ่งเราได้จินตนาการไปเองว่า นั่นคือสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงชี้แนะแก่เราด้วยพระองค์เอง แต่ไม่ช้านานนัก สิ่งซึ่งเรากระหือรือที่จะฉวยไว้แก่ตนเช่นนี้ย่อมหวนคืนมาสนองแก่เราเอง และเราจะได้เห็นชีวิตทั้งสิ้นของเราที่ดำรงอยู่นี้เป็นแต่ซากปรักหักพัง


[5] ดังนั้น เราต้องพินิจตรวจสอบอย่างรอบคอบยิ่งว่า เรามีแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงในหนทางแห่งชีวิตการงานที่เราได้เลือกหรือไม่ เสียงเรียกร้องจากภายในได้สำทับยืนยันในสิ่งนั้นแล้วหรืออย่างไร หรือว่าแรงบันดาลใจเช่นนี้เป็นสิ่งหลอกลวง และที่เราตระหนักในเรื่องนี้ว่าเป็นเสียงเรียกร้องจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นการหลอกลวงตนเองให้หลงผิดด้วยหรือไม่ แต่เราจะตระหนักรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรกัน หากมิได้สืบค้นไปถึงบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจของเรานั้นเอง ?


[6] สิ่งซึ่งเป็นดุจระยับแสงอันชัชวาลยิ่งนั้น ประกายสะท้อนของมันย่อมกระตุ้นซึ่งความใฝ่ทะยานอยาก และความใฝ่ทะยานอยากก็นำมาซึ่งแรงบันดาลใจ หรือสิ่งที่เราคิดเอาว่าเป็นแรงบันดาลใจของการกระทำได้ไม่ยากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ดี ความมีเหตุมีผลคงมิอาจฉุดรั้งบุคคลผู้ซึ่งถูกชักจูงไปโดยปีศาจแห่งความใฝ่ทะยานอยากได้อีกต่อไป และเขาผู้นั้นย่อมขาดสติในสิ่งซึ่งสัญชาตญาณอันไร้เหตุผลได้ชี้นำไป อีกนัยหนึ่ง เขาผู้นั้นหาได้เลือกตำแหน่งแห่งที่ของตนในชีวิตแต่อย่างใดเลย แท้จริงกลับถูกกำหนดโดยโชคชะตาและสิ่งหลอกลวงเสียแล้ว


[7] ที่ว่ามานี้ มิได้หมายความว่า เราถูกเรียกร้องให้รับเอาชีวิตการงานซึ่งจะนำเราไปสู่ความสำเร็จอันงดงาม ยิ่งแต่อย่างใดเลย ด้วยเหตุที่ว่า แม้ในช่วงกาลนานปีที่เราอาจต้องประกอบกิจการงานอยู่เช่นนั้น ก็มิใช่ว่าจะเป็นชีวิตการงานที่ปลดเปลื้องเราโดยสิ้นเชิงจากความเหนื่อยล้า หรือว่าเป็นชีวิตการงานที่อาจหนุนเนื่องความมีชีวิตชีวาของเราไว้ได้โดยตลอด หรือแม้แต่จะมีส่วนยับยั้งมิให้ความกระตือรือร้นของเราลดน้อยถอยลงจนถึงกลับตายซากไปได้ในที่สุด แต่กลับจะเป็นสิ่งซึ่งเราจะเห็นในไม่ช้านักว่า ความปรารถนาทั้งหลายทั้งปวงของเรานั้นจะกลายเป็นหมัน ความคิดของเราจะปราศจากสิ่งอันพึงประสงค์ และเราจะประณามพระผู้เป็นเจ้าและแช่งชักต่อมนุษยชาติทั้งปวง


[8] แต่หาใช่ความใฝ่ทะยานอยากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่อาจเร่งเร้าให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นในทันทีทันใดต่อการงานอาชีพอย่างใด อย่างหนึ่ง เรายังอาจใช้จินตนาการซึ่งวาดสิ่งนั้นให้ดูงดงามในห้วงความคิดของเราเอง และยังวาดภาพสิ่งนั้นจนถึงขนาดที่ปรากฏแก่เราว่า สิ่งนี้นี่เองเป็นสิ่งสูงสุดเท่าที่ชีวิตจะนำไปได้ เมื่อเราขาดการพินิจพิเคราะห์ในสิ่งนั้น มองข้ามภาระที่จะติดตามมาทั้งปวงเสียสิ้น รวมไปถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะตกอยู่แก่เราแล้ว นั่นหมายความว่า เราเพียงแต่แลดูสิ่งนั้นจากระยะไกล และภาพระยะไกลก็ย่อมเป็นภาพลวง


[9] ความมีเหตุมีผลของเราก็มิอาจเป็นที่ปรึกษาให้ได้ ณ ที่นี้ เพราะว่ายังขาดทั้งประสบการณ์และการพินิจอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ ยังถูกชักจูงไปโดยอารมณ์ความรู้สึกและถูกปิดบังโดยความคิดที่เลื่อนลอยไร้สาระ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะหันไปหาผู้ใด ? ใครเล่าที่จะช่วยเราได้ในกรณีที่เหตุผลของเราเองนั้นมิอาจพึ่งพาได้เสียแล้ว ?


[10] บิดามารดาของเราไงล่ะ ผู้ที่ได้ท่องไปแล้วบนหนทางชีวิตและมีประสบการณ์จากความโหดร้ายแห่งโชคชะตา นี่คือเสียงจากภายในใจที่ร้องบอกแก่เรา


[11] และหลังจากนั้น หากความกระตือรือร้นของเรายังมิได้เสื่อมคลายไป ถ้าเรายังมั่นคงในศรัทธาที่มีให้แก่ชีวิตการงานอย่างหนึ่งอย่างใด และเชื่อด้วยว่า ตนเองถูกเรียกร้องเพื่อสิ่งนั้น เมื่อได้พินิจพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง เมื่อภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตการงานเช่นนั้นได้เป็นที่ประจักษ์แก่เรา และเราตระหนักเป็นอย่างดีถึงอุปสรรคปัญหาทั้งปวงในชีวิตการงานเช่นนั้นแล้ว จึงควรเลือกรับเอาชีวิตการงานเช่นนั้นไว้แก่ตน และนับแต่นี้ไป ความพลุ่งพล่านแห่งใจก็จะไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ แก่เรา พอ ๆ กันกับการที่เราเองจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความใจเร็วด่วนได้อีกต่อไป


[12] แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่แน่ว่า เราจะประคองตนให้เข้าสู่หนทางที่เราเชื่อว่าได้ถูกเรียกให้มุ่งไปยังสิ่ง นั้นได้เสมอไป ด้วยเหตุว่า สัมพันธภาพของเราทั้งหลายในทางสังคมนั้น อาจกล่าวได้ในแง่หนึ่งว่า ได้เริ่มก่อตัวขึ้นก่อนที่เราจะอยู่ในฐานะอันอาจกำหนดสัมพันธภาพนั้นได้เอง เสียแล้ว


[13] บ่อยครั้ง สภาพทางสรีระของเราโดยตัวมันเองมักจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง และไม่พึงให้ใครกล่าวเยาะหยันถึงความควรหรือไม่ควรในสภาพเหล่านี้ด้วย


[14] เป็นความจริงที่ว่า เราสามารถข้ามพ้นปัญหาที่ว่านี้ได้โดยตัวของเราเอง แต่เมื่อเรากลับดิ่งลงสู่หายนะด้วยความเร็วรุดนั้น เราเสี่ยงต่อการวางหลักปักฐานบนมวลซากอันเรี่ยราย แล้วชีวิตของเราทั้งสิ้นจะกลายเป็นการต่อสู้อย่างปวดร้าวระหว่างมิติทางจิต และมิติทางสรีระ แต่ผู้ที่ไม่อาจจะประสานความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในตนได้ เขาผู้นั้นจะสามารถทานรับต่อสภาพกดดันอันเกรี้ยวกราดในชีวิตได้ละหรือ เขาผู้นั้นจะสามารถแสดงออกโดยไม่กระทบกระทั่งต่อผู้อื่นได้เพียงไร และจากสันติภาวะเท่านั้น ที่การกระทำอันยิ่งใหญ่และละเมียดละไมจะปรากฏตัวขึ้น กล่าวคือ สันติภาวะเป็นดุจดั่งผืนดินเดียวซึ่งบรรดาไม้ผลอันบ่มเพาะจนถึงกำหนด จะได้แก่รอบสุกงอมอย่างเต็มที่


[15] แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำการงานได้เป็นเวลานาน และแทบจะไร้ความสุขใด ๆ เนื่องด้วยสภาพทางสรีระซึ่งไม่เหมาะแก่ชีวิตการงานของเราก็ตาม ถึงกระนั้น ความคิดอ่านก็จะยังคงเป็นไปในหนทางแห่งการอุทิศชีวิตความเป็นอยู่ของเรา เพื่อหน้าที่ และการกระทำอย่างแข็งขัน แม้ว่าเราจะอ่อนแอ แต่หากเราได้เลือกชีวิตการงานซึ่งเราหาได้มีความถนัดในสิ่งนั้น เราคงจะไม่สามารถลงมือทำสิ่งนั้นในเชิงสร้างสรรค์ได้เลย ในไม่ช้า เราจะตระหนักด้วยความละอายถึงความไร้ศักยภาพของตัวเรา และบอกแก่ตนเองว่า เราเป็นชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ เป็นสมาชิกของสังคมผู้ไร้ซึ่งความสามารถที่จะทำให้ความปรารถนาของตนบริบูรณ์ได้ ผลโดยธรรมชาติที่สุดซึ่งจะตามมาย่อมได้แก่ การสูญสิ้นไปซึ่งความเชื่อมั่นและศักดิ์ศรีแห่งตน ความรู้สึกใดเล่าจะเจ็บปวดและด้อยค่ายิ่งไปกว่าที่โลกภายนอกควรจะคาดหวังได้นี้อีกแล้ว การสูญสิ้นไปซึ่งความเชื่อมั่นและศักดิ์ศรีแห่งตนเปรียบเสมือนงูซึ่งฉกติดอยู่บนแผ่นอก กลืนกินเอาโลหิตชีวิตไปจากหัวใจของเขาผู้นั้น และเจือผสมลงไปด้วยพิษแห่งความชิงชังและสิ้นหวัง


[16] ความผิดพลาดในการประเมินความเหมาะสมของตัวเราเอง ต่อชีวิตการงานอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเราพยายามพิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้ว จะเป็นความบกพร่องซึ่งจะหวนกลับมาสนองคืนแก่เราเอง และแม้ว่ามันจะมิได้เผชิญกับคำติเตียนใด ๆ จากโลกภายนอกก็ดี แต่มันกลับก่อให้เกิดความรวดร้าวในดวงใจของเราเสียยิ่งกว่าคำติเตียนใด ๆ จากภายนอกจะก่อให้เกิดขึ้นได้


[17] หากเราได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด และหากเงื่อนไขต่าง ๆ ในชีวิตของเราเปิดโอกาสแก่เราในอันที่จะเลือกอาชีพการงานที่เราชมชอบ เราอาจเลือกเอาไว้สักอย่างหนึ่งซึ่งเป็นประกันได้ว่า นั่นจะเป็นสิ่งมีค่าอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา เป็นชีวิตการงานซึ่งวางฐานอยู่บนความคิดซึ่งสัจจะธรรมในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับอาชีพการงานเช่นนั้น เราเองได้ตระหนักแน่แก่ใจเป็นอย่างดีแล้ว เป็นชีวิตการงานที่จะชี้ชวนให้เราเห็นถึงขอบเขตอันกว้างขวางที่สุด ซึ่งเราจะลงมือประกอบกิจนั้นเพื่อมนุษยชาติ และเพื่อตนเองด้วยในอันที่จะขยับเข้าใกล้เป้าหมายเบื้องหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป กล่าวคือ เป็นเป้าหมายสุดท้ายซึ่งไม่ว่าชีวิตการงานอย่างใด ๆ ก็ล้วนเป็นแต่วิถีทางแห่งการเข้าถึงในที่สุด นั่นก็คือ การพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์พร้อม


[18] สิ่งอันมีคุณค่านั้น หมายถึง สิ่งใด ๆ ก็ตามซึ่งโดยส่วนมากย่อมเป็นไปเพื่อการยกระดับมนุษย์คนหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งซึ่งทำให้การกระทำและความวิริยะอุตสาหะทั้งหลายของเขาคนนั้นควรค่า แก่การสรรเสริญยิ่งขึ้นไป เป็นสิ่งซึ่งจรรโลงให้เขาผู้นั้นแข็งแกร่ง และปรากฏเป็นที่ชื่นชมและเชิดชูขึ้นในหมู่ชนทั้งหลายด้วยอีกโสดหนึ่ง


[19] แต่ถึงกระนั้น สิ่งอันมีคุณค่าจะบังเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยการประกอบอาชีพการงานใด ๆ ซึ่งเรามิได้ตกเป็นมือไม้ที่เฝ้าคอยแต่รับใช้ทำงานดังกล่าวเท่านั้น หากแต่เป็นงานซึ่งเราสามารถลงมือทำการงานนั้นได้อย่างเป็นอิสระในวงเขตอัน เป็นการเฉพาะของเรา นั่นหมายถึง สิ่งอันมีคุณค่าจะมีได้ก็แต่โดยอาชีพการงานซึ่งเป็นกิจกรรมปราศจากโทษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพียงโทษที่แลเห็นได้แม้จากภายนอกหรือไม่ก็ดี กล่าวคือ เป็นอาชีพการงานใด ๆ ซึ่งผู้ที่มีศักยภาพสูงสุดก็ย่อมประกอบกิจนั้นได้ด้วยความภาคภูมิใจ อาชีพการงานใดซึ่งนำไปสู่สิ่งที่กล่าวมานี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ อาจมิใช่เป็นอาชีพการงานอันสูงส่งที่สุดเสมอไปก็เป็นได้ แต่มักจะเป็นอาชีพการงานที่พึงปรารถนาที่สุดเสมอ


[20] หากกล่าวถึงชีวิตการงานที่ปราศจากคุณค่าซึ่งได้ฉุดรั้งเราไว้นั้น เป็นที่แน่นอนว่า เราคงจะยอมจำนนต่อภาระต่าง ๆ มากมายซึ่งเราเองจะได้ตระหนักในภายหลังว่า ล้วนเป็นความคิดอันผิดพลาด


[21] ในภาวะเช่นว่านี้ เรายังหวังถึงวิถีทางแก้ไขอื่นใดอีกเล่า นอกเสียจากที่ได้หลอกลวงตนเองไว้ และการจะกอบกู้ให้กลับคืนมาที่หวังได้เสมอเพียงแสงอันริบหรี่นั้นย่อมเป็นไป ได้ก็ด้วยการหักหลังตนเอง !


[22] อาชีพการงานทั้งหลายที่ว่ามานี้ ซึ่งยังมิได้ผสานตัวชีวิตเองเข้าไว้ในการงานมากพอที่จะไม่เป็นแต่เพียงสัจจะสูงส่งเชิงนามธรรมนั้นย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด ทั้งต่อคนผู้ซึ่งหลักการต่าง ๆ ของเขายังมิได้ตกผลึกแน่นหนา และต่อคนผู้ซึ่งการตระหนักรู้ทั้งปวงของเขายังคงลอยคว้างและง่อนแง่นคลอนแคลนอยู่ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน อาชีพการงานเหล่านี้เองอาจจะดูน่าตื่นใจยิ่งนัก หากมันได้หยั่งรากลึกลงในดวงใจของเราแล้ว และหากเราสามารถอุทิศชีวิตของเราและความวิริยะอุตสาหะทั้งปวงเพื่อสาระอันมีอยู่ในอาชีพการงานเหล่านั้นได้


[23] อาชีพการงานเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งความสุขแด่คนผู้มีแก่ใจแท้จริงในงานนั้น แต่มันจะทำลายล้างเขาผู้ซึ่งรนรานที่จะเลือกอาชีพการงานเอาไว้ โดยปราศจากการพินิจไตร่ตรองและยอมตนลงให้แก่แรงผลักดันอันมีอยู่เพียงชั่วขณะ


[24] ในทางตรงกันข้าม การประเมินอันสูงค่าซึ่งเรามีให้แก่บรรดาความคิดซึ่งเป็นสาระเบื้องหลังในอาชีพการงานของเรานั้น จะช่วยยกฐานะเราให้สูงเด่นยิ่งขึ้นในสังคม เปิดโอกาสให้เราได้แสดงศักยภาพอันมีคุณค่าให้ปรากฏ อีกทั้งช่วยให้การกระทำของเราทั้งหลายนั้นเป็นที่ยอมรับ


[25] คนผู้เลือกอาชีพการงานอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเขาประเมินค่าไว้สูงยิ่งนั้น ย่อมจะมองข้ามความคิดที่เห็นว่า ตนไม่คู่ควรแก่การงานดังกล่าว เพราะฉะนั้น เขาจะลงมือกระทำการในงานอย่างเต็มภาคภูมิก็เพียงเพราะเห็นว่า ตำแหน่งแห่งที่ของเขาในสังคมนั้นก็เป็นสิ่งอันมีคุณค่าเช่นกัน


[26] แต่สิ่งชี้นำที่สำคัญในการเลือกอาชีพการงานอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับเรานั้น ย่อมได้แก่ประโยชน์สุขแห่งมนุษยชาติและการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์พร้อม ในกรณีนี้ไม่พึงคิดเลยว่าประโยชน์ทั้งสองนี้จะขัดแย้งไม่ลงรอยกัน กล่าวคือ สิ่งหนึ่งย่อมจะขจัดอีกสิ่งหนึ่งออกไปเสีย ในทางตรงกันข้าม ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมโน้มเอียงอยู่แล้วที่จะเข้าถึงภาวะแห่งความสมบูรณ์พร้อมแห่งตน ก็แต่โดยลงมือประกอบการงานเพื่อความบริบูรณ์เต็มเปี่ยม และเพื่อความดีงามของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ เท่านั้น


[27] แต่หากเขาประกอบการงานเพียงเพื่อตนเองเท่านั้น บางทีเขาผู้นั้นอาจกลายมาเป็นบุรุษผู้มีชื่อเสียงในทางวิชาความรู้ เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือนักกวีอันยอดเยี่ยม แต่เขาจะไม่เคยเป็นมนุษย์ผู้เต็มเปี่ยม และเป็นมหาบุรุษที่แท้จริงเลย


[28] ประวัติศาสตร์เรียกขานบรรดามนุษย์เหล่านั้นในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ซึ่งโดดเด่นขึ้นด้วยการงานที่เป็นไปเพื่อความดีงามร่วมกัน ประสบการณ์ต่างขนานนามบุคคลผู้มอบความสุขแด่มวลชนทั้งหลายส่วนข้างมากที่สุดนั้นว่า มนุษย์ผู้เป็นสุขยิ่งนัก ศาสนธรรมนั้นเองสอนเราว่าบุรุษในอุดมคติอันผู้คนทั้งปวงต่างประสงค์จะเดินตามรอยเท้าของเขานั้น ล้วนอุทิศตนเองแล้วเพื่อความดีงามของมนุษยชาติ แล้วใครกันที่กล้าที่จะลุกขึ้นมาบอกได้ว่า นี่เป็นสิ่งไร้สาระ ?


[29] หากเราได้เลือกแล้วซึ่งจุดยืนในชีวิต ที่เราสามารถประกอบกิจการงานส่วนใหญ่เพื่อมนุษยชาติได้ ย่อมไม่มีภารกิจอื่นใดที่จะชี้นำเราได้อีกต่อไป ด้วยเหตุที่กิจการงานเหล่านั้นได้พลีไว้เพื่อประโยชน์แห่งมนุษย์ทุกผู้ทุก นามร่วมกันแล้ว ต่อแต่นี้ไป ประสบการณ์ของเราจะมิใช่ประสบการณ์แห่งความสุขอันเจือด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างคับแคบ แต่ความสุขของเรานั้นจะเป็นสมบัติแห่งมหาชนเรือนล้าน คุณูปการทั้งหลายของเรา แม้จะซ่อนคงไว้ในความเงียบเชียบ แต่จะดำรงอยู่ชั่วกาลนาน และบนเถ้าถ่านแห่งเรือนกายของเรานี่เองจะเป็นที่หลั่งรดซึ่งน้ำตาแห่งมหาบุรุษทั้งปวง

Monday, December 13, 2010

ทาง 3 แพร่ง ของ“ทักษิณ” และ “คนเสื้อแดง”!!

by "Schopenhauer"

“เพราะผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ กับชนชั้นนายทุนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และไม่อาจจะประนีประนอมกันได้”

เมื่อก่อน เพื่อการปลดแอกตนเอง ชนชั้นกรรมาชีพต้องโค่นชนชั้นนายทุน
ต้องยึดอำนาจรัฐ และสถาปนา “เผด็จการปฏิวัติ” ของตนเองขึ้น!!!

แต่บัดนี้ ปัญหานี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว – การเปลี่ยนผ่านจากสังคมทุนนิยม พัฒนาไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์นั้น
จะต้องผ่าน “ระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง”
และรัฐในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ จะต้องเป็น “รัฐเผด็จการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ”เท่านั้น!!!

“คาร์ล มาร์กซ Karl Heinrich Marx “


เหตุผลสำคัญ ที่นำมาซึ่งเหตุการณ์ยืดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 ก็คือ
ความไม่แน่ใจว่า “ลัทธิทักษิณ” จะนำพาประเทศไปทางไหน (เมื่อเดินไปถึง) เส้นทาง 3 แพร่ง
(จะ 5 ปี แล้ว ยังไม่เลิกพูดถึง “คนคนนี้” ดังนั้นผมจึงขอใช้คำว่า “ลัทธิทักษิณ”)

เส้นทาง 3 แพร่ง คืออะไร?

ทางแรก คือ เส้นทางการเมืองแบบผลประโยชน์นิยม (Utilitarianism) – ที่ย้ำเท้ากันมาตลอด 78 ปี
ทางที่สองเลี้ยวขวา คือเส้นทางทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย (Liberal democratic capitalism) - ประชาธิปไตยของคนส่วนน้อย
ทางที่สามเลี้ยวซ้าย คือเส้นทางสังคมนิยมประชาธิปไตย" (Social-Democracy)
ประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ ที่คนส่วนน้อย กลัวกันนักหนา!!!

เมื่อระบอบผลประโยชน์นิยมเห็นว่า “ลัทธิทักษิณ” ไม่อาจจะคาดเดาได้ – (ว่าถ้าให้เดินต่อไป) จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยสัญชาตญาณ และความเคยชิน 78 ปี สอนว่า “ต้องยึดอำนาจ”!!!
และหันกลับเข้าสู่เส้นทางสายแรก คือเส้นทางผลประโยชน์นิยม – ต่อไป - - ใครมีปัญหาอะไร ก็ว่ามา???


ปีหน้าจะครบ 5 ปี – ที่ประเทศนี้ ยังย้ำเท้าอยู่บนเส้นทางผลประโยชน์นิยม – แล้วประชาชน “คนส่วนใหญ่ได้อะไร”???

วันนี้คนเสื้อแดงได้ผ่านประสบการณ์ - ได้เรียนรู้ (ด้วยตัวเอง) แล้วว่าระบอบผลประโยชน์นิยม พร้อมที่จะทำทุกอย่าง
พร้อมที่จะใช้ความรุนแรง โหดร้าย ป่าเถื่อน – ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน แล้ว“ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”

สุดท้ายแล้ว เส้นทางเดินของคนเสื้อแดง ก็จะต้องไปถึงทาง 3 แพร่ง ที่ต้องเลือกเดิน เช่นกัน
เหมือนกับที่ ครั้งหนึ่งท่านทักษิณได้เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว – แต่เขายังไม่ทันได้เลือก
ปัญหาจึงมีว่า – คนเสื้อแดงจะเลือกเดินไปทางไหน???



และระหว่างทาง (ที่เลือก) เดินของคนเสื้อแดง เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง – คนเสื้อแดงจะต้องพบกับอะไร?
ทางสายดั้งเดิม 78 ปี คือ เส้นทางผลประโยชน์นิยม – ผลประโยชน์ของคนกระจุกเดียว - คนเสื้อแดงย่อมไม่เดินไปทางนั้นแน่นอน
ทางที่สองเลี้ยวขวา คือเส้นทางทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย - “ผู้คนข้างทาง” (กลุ่มทุนผูกขาด, ทุนข้ามชาติ) จะเสนอคนเสื้อแดงว่า
จะต้องทำให้ “ประชาธิปไตยของคนส่วนน้อย” กลายเป็นประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ (ประชาธิปไตยแบบกินได้ของท่านทักษิณ)

ทางที่สามเลี้ยวซ้าย คือเส้นทางสังคมนิยมประชาธิปไตย" – “ผู้คนข้างทาง” (สารพัดกลุ่ม [แกนนำ] แดง, แดงสยาม, อ.สมศักดิ์,
อ.สุรชัย,...)
ก็จะอาศัยติดตามขบวนคนเสื้อแดง เพื่อหวังจะให้คนเสื้อแดง ได้ทำตาม “ความฝันของตัวเอง”.

ทาง 3 แพร่ง ของคนเสื้อแดงจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย (สติปัญญา) สุดๆ!!!