Sunday, March 9, 2014

หนังสือ 1984 ของ จอร์ช ออร์เวล กับสังคมไทย


ในเผด็จการ Ingsoc ท่านผู้นำหรือ “พี่ใหญ่” เป็นผู้ที่คิดค้นทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง จะมีอายุยืนตลอดกาล เขารักและดูแลประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็คอยจ้องมองทุกคนเพื่อไม่ให้ก่อ “อาชญากรรมทางความคิด” ประชาชนต้องทั้งรักและกลัวเขา

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

จอร์ช ออร์เวล เป็นนักเขียนสังคมนิยมอังกฤษ ในปี 1937 เขาอาสาไปรบในประเทศสเปน เพื่อยับยั้งการยึดอำนาจของทหารฟาสซิสต์ภายใต้นายพลฟรังโก ออร์เวลเข้าร่วมในกองทัพอาสาสมัครของพรรค POUM (พรรคแนวร่วมกรรมาชีพมาร์คซิสต์) พรรคนี้ร่วมกับองค์กรอนาธิปไตย CNT และ FAI ในการปฏิวัติลุกฮือของกรรมาชีพและเกษตรกรสเปน

แต่ปรากฏว่าพรรค คอมมิวนิสต์สเปน ภายใต้อิทธิพลของ สตาลิน ในรัสเซีย พยายามสลายกระแสปฏิวัติเพื่อเอาใจอังกฤษกับฝรั่งเศส เพราะตะวันตกไม่ต้องการเห็นการปฏิวัติสังคมนิยมเกิดขึ้นในสเปน สตาลินมองว่าถ้าสามารถเอาใจมหาอำนาจตะวันตกได้ รัสเซียจะไม่ถูกโจมตี อย่างไรก็ตามการเอาใจตะวันตกแบบนี้นำไปสู่การเปลี่ยนสงครามปฏิวัติในสเปนไป สู่สงครามกระแสหลัก และนำไปสู่การทำลายความหวังของกรรมาชีพและเกษตรกรในการปลดแอกตนเอง ผลในที่สุดคือความพ่ายแพ้ของฝ่ายซ้ายและฝ่ายประชาธิปไตยสเปน

ประสบการณ์ของออร์เวลในสเปนถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาหนีออกมาจากประเทศนั้นได้ ในหนังสือสำคัญของเขาชื่อ Homage To Catalonia (แด่คาทาโลเนีย) และเมื่อไม่นานมานี้ Ken Loach อาศัยหนังสือเล่มนี้ในการสร้างหนังชื่อ Land and Freedom

ออร์เวล เข้าใจดีเรื่องการหักหลังขบวนการปฏิวัติสากลโดยสตาลินและพรรคคอมมิวนิสต์ ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสตาลิน อีกกรณีสำคัญในยุคนั้นนอกจากสเปน คือการหักหลังคอมมิวนิสต์และกรรมาชีพจีน โดยการสั่งให้เข้าไปร่วมพรรคกับพวกชาตินิยมก๊กหมินตั๋ง ซึ่งทำให้เชียงไกเช็คกวาดล้างฆ่าคอมมิวนิสต์จำนวนมาก สองเหตุการณ์นี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจาก ลีออน ตรอทสกี ผู้ที่พยายามปกป้องแนวมาร์คซิสต์ และแนวบอลเชวิคจากการบิดเบือนของสตาลิน
    
ในหนังสือ Animal Farm (รัฐสัตว์) ออร์เวลประชดระบบเผด็จการของสตาลิน ที่อ้างว่าเป็นสังคมนิยมแต่สร้างความเหลื่อมล้ำและการกดขี่อย่างหนักในรัส เซีย ตัวละครที่เป็นสตาลินคือหมูชื่อ นโปเลียน และหมูอีกตัวที่ชื่อ สโนบอล์คือตรอทสกี
    
หนังสือ 1984 ซึ่งเขียนในปี 1949 เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบเผด็จการสตาลินอย่างหนัก แต่ผสมระบบนาซี-ฟาสซิสต์เข้าไปในรัฐเผด็จการเดียวกัน 1984 เน้นเรื่องกระบวนการกล่อมเกลาล้างสมอง การตอแหลโกหก และการสร้างนิยายขึ้นมาครอบงำสังคมโดยเผด็จการ มันเป็นหนังสือที่วิจารณ์ทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายอเมริกาในยุคสงครามเย็น
    
ในหนังสือ 1984 “พี่ใหญ่” ที่คอยจ้องมองประชาชนตลอด มีใบหน้าเหมือน สตาลิน และศัตรูหลักของระบบเผด็จการชื่อ โกล์ดสตีน ซึ่งมีหน้าตาเหมือน ตรอทสกี บ่อยครั้งจะมีการบรรยายวิธีการที่เผด็จการทำให้อดีตนักปฏิวัติสารภาพว่าตน เป็น “สายลับของศัตรู” ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตแกนนำพรรคบอลเชวิคในคดีการเมืองภายใต้ “ศาลเตี้ย” ของสตาลิน ในยุค 1930
    
ในการกล่าวถึงสภาพโลกในหนังสือ 1984 ออร์เวลประชดสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นและภายหลัง โลกในหนังสือของออร์เวลแบ่งเป็นสามมหาอำนาจที่อยู่ในสภาวะสงครามอย่างต่อ เนื่อง คือ Oceania (ศูนย์กลางที่สหรัฐ), Eastasia (ศูนย์กลางที่จีน) และ Eurasia (ศูนย์กลางที่รัสเซีย) ตัวละครเอกในเรื่องจะอาศัยอยู่ที่อังกฤษซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อไปเป็น “สนามบิน 1” และเป็นส่วนของอาณาจักร Oceania ของสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดีเรแกน หลังออร์เวลตายไปสามสิบกว่าปี คนอังกฤษที่คัดค้านจักรวรรดินิยมสหรัฐและการที่อังกฤษมีฐานทัพนิวเคลียร์ของ สหรัฐบนเกาะ มักจะพูดว่าอังกฤษกลายเป็นแค่ “สนามบินของสหรัฐ” ไปแล้ว
    
ทั้ง สามมหาอำนาจมีลัทธิการเมืองของตนเอง Oceania ใช้ลัทธิ Ingsoc (สังคมนิยมอังกฤษ) Eastasiaใช้ลัทธิ Death-Worship (บูชาความตาย) และ Eurasia ใช้ลัทธิ Neo-Bolshevism (บอลเชวิคใหม่) แต่ทั้งๆ ที่แต่ละฝ่ายอ้างว่าแนวคิดของตนเองแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับของฝ่ายตรงข้าม ในความเป็นจริงไม่ต่างกันเลยเพราะล้วนแต่เป็นเผด็จการของขุนศึกที่กดขี่ ประชาชน ในโลกแห่งความเป็นจริงของสงครามเย็น ฝ่ายสหรัฐอ้างว่าเป็น “โลกเสรี” แต่ในโลกเสรีมีเผด็จการทหารไทย เผด็จการทหารเกาหลีใต้ และเผด็จการทหารในลาตินอเมริกา ส่วนเผด็จการคอมมิวนิสต์สายสตาลินในรัซเสียและที่อื่นๆ โกหกว่าตนเป็น “ประชาธิปไตยประชาชน”
    
ในหนังสือ 1984 Oceania Eastasia และ Eurasia ฉวยโอกาสสับเปลี่ยนกันเป็น “แนวร่วม” เพื่อต่อต้านอีกฝ่าย โดยไม่มีเรื่องอดุมการณ์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
    
ทั้งๆ ที่หนังสือทั้งสามเล่มนี้ของออร์เวล เป็นการวิจารณ์ระบบสตาลินอย่างหนัก จากจุดยืนนักสังคมนิยมปฏิวัติ แต่ฝ่ายขวาทั่วโลก โดยเฉพาะในสงครามเย็น และแม้แต่ฝ่ายขวาในไทย ก็บิดเบือนความหมายให้ตรงข้ามกับความจริงอย่างน่าไม่อาย เพื่อเสนอว่าเป็นหนังสือ “ต้านสังคมนิยม”
    
ในหนังสือ Homage To Catalonia (แด่คาทาโลเนีย) ออร์เวล กล่าวถึงเมืองบาซาโลนาที่ถูกกรรมาชีพยึด เขาสนับสนุนการที่คนงานเป็นใหญ่ในสังคมโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งๆ ที่เขาไม่สบายใจในฐานะที่ตัวเองเป็นคนชั้นกลาง ในหนังสือ 1984 ตัวเอกเชื่อมั่นว่าชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเป็นผู้ปลดแอกตนเองและสังคมจากเผด็จ การ Ingsoc แต่เล่มนี้เขียนภายหลัง Homage To Catalonia และสะท้อนว่าออร์เวลเริ่มหดหู่กับความเป็นไปได้ว่ากรรมาชีพจะลุกฮือจริง

1984 กับสังคมไทย

เผด็จการ Ingsoc ติดตั้ง “โทรทัศน์” ที่คอยป้อนข่าวโฆษณาชวนเชื่อและคอยจ้องมองดูว่าคนในบ้านว่าทำอะไรและคิดอะไร มีหน่วย “ตำรวจความคิด” ที่คอยจับผิดคนที่คิดต่าง มีการส่งเสริมให้ประชาชนไปฟ้องตำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนอื่น ซึ่งคงจะทำให้เราคิดถึงหน่วยงานของรัฐไทย เช่นกระทรวงไอซีที หรือศูนย์ประสานการปราบปรามภายใต้ทหาร ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ที่คอยสอดส่องประชาชนและลงโทษด้วยกฏหมาย 112
    
ในเผด็จการ Ingsoc ท่านผู้นำหรือ “พี่ใหญ่” เป็นผู้ที่คิดค้นทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง จะมีอายุยืนตลอดกาล เขารักและดูแลประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็คอยจ้องมองทุกคนเพื่อไม่ให้ก่อ “อาชญากรรมทางความคิด” ประชาชนต้องทั้งรักและกลัวเขา
    
ประชาชน ในสังคม Oceania แบ่งออกเป็นสองชนชั้นคือ กรรมาชีพ กับ สมาชิกพรรคซึ่งมีบทบาทคล้ายๆ ชนชั้นกลาง สำหรับเผด็จการ Ingsoc แกนนำพรรคไม่สนใจกรรมาชีพ เพราะคิดว่าโง่และไม่มีความสามารถในการลุกขึ้นสู้ แต่ในขณะเดียวกันมักอ้างว่าเขาปกครองเพื่อกรรมาชีพ แกนนำพรรคจะให้ความสนใจกับชนชั้นกลางผู้เป็นสมาชิกพรรคมากกว่า และจะกล่อมเกลาให้ทุกคนใช้ “ระบบคิดซ้อน” (Doublethink)

“ระบบคิดซ้อน” คือการที่คนเราจะเชื่ออะไรสักอย่างอย่างจริงใจเต็มใจ แต่รู้พร้อมๆ กันว่าความเชื่อนั้นเป็นเท็จด้วย เช่นการที่คนชั้นกลางอาจเชื่อว่ามีเทวดา อาจเชื่อด้วยความศรัทธาเต็มเบี่ยม แต่ในขณะเดียวกันรู้ในใจว่าเทวดาไม่มีจริงคือมันเป็นการล้วงเข้าไปในสมองของ คนเพื่อไม่ให้มีความคิดเป็นอิสระเอง

“ระบบคิดซ้อน” กับการ “พูดซ้อน” (Doublespeak) ไปด้วยกัน และเผด็จการ Ingsoc มีคำขวัญสำคัญคือ “สงครามคือสันติภาพ” “เสรีภาพคือการเป็นทาส” และ “ความโง่เขลาคือพลัง” การพูดซ้อนคงไม่ต่างจากคนที่เคยเรียกร้องให้เสื้อแดง “งด” ใช้ความรุนแรงในขณะที่ตนเองส่งทหารไปไล่ฆ่าประชาชน หรือไม่ต่างจากนายพลที่อ้างว่าเขา “ทำรัฐประหารเพื่อปกป้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ไม่ต่างจากคนที่ทำรัฐประหารดังกล่าวเสร็จแล้ว และก็หันมากล่าวหาคนที่คัดค้านรัฐประหารว่า “ดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวกับการเมือง”
    
ในระบบพูดซ้อน กระทรวงกลาโหมเรียกว่า “กระทรวงสันติภาพ” กระทรวงที่บิดเบือนประวัติศาสตร์คือ “กระทรวงแห่งความจริง” กระทรวงที่คุมการผลิต ซึงไม่เคยผลิตอะไรเพียงพอสำหรับประชาชนเลย มีชื่อว่า “กระทวงแห่งความอุดมสมบูรณ์” และกระทรวงที่จับประชาชนที่คิดต่างมาทรมาณ คือ “กระทรวงแห่งความรัก” คนที่สารภาพ “อาชญากรรมทางความคิด” ในคุกของกระทรวงแห่งความรัก ในที่สุดจะได้รับการอภัยโทษปล่อยตัว นับว่า Oceania คือตอแหลแลนด์ที่แท้จริง!
    
เผด็จ การ Ingsoc เข้าใจความสำคัญของประวัติศาสตร์มาก มีหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ในหนังสือเก่า และสิ่งตีพิมพ์ทุกชนิด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับ “แนว” ของรัฐบาลในขณะนั้น และเมื่อมีการเปลี่ยน “แนว” ก็ ต้องปรับประวัติศาสตร์ตามเสมอ ในประเทศไทยอาจไม่ถึงระดับนี้ แต่กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นๆ มีบทบาทอันยาวนานในการเขียนประวัติศาสตร์ไทยให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชน ชั้นปกครอง
    
จริงๆ แล้วระบบเผด็จการ Ingsoc กำลังเปลี่ยนภาษาจากภาษาเดิม ไปเป็น “ภาษาใหม่” โดย ที่ศัพท์ต่างๆ ที่อนุญาตให้ใช้กลายเป็นแค่ศัพท์ที่เชิดชูระบบเผด็จการ หรือเป็นศัพท์ที่ใช้วิจารณ์ระบบหรือคิดต่างไม่ได้เลย เป้าหมายหลักคือการทำลายความสามารถของประชาชนที่จะคิด ยิ่งกว่านั้นในภาษาใหม่ ไม่มีคำว่าวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ถูกยกเลิกไปแล้ว สังคมไม่มีการพัฒนา

เพราะชนชั้น ปกครอง Oceania กลัวว่าการพัฒนาจะทำให้กรรมาชีพเริ่มมีความมั่นใจในการตื่นตัวลุกขึ้นสู้ ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับที่หนึ่งของคณะราษฏร์ในปี ๒๔๗๕ คือ “ถ้าราษฎรโง่  เจ้าก็โง่  เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน  ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่  เป็นเพราะขาดการศึกษา  ที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่  เพราะเกรงว่าถ้าราษฎรได้มีการศึกษา  ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้  และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังตน”
    
เผด็จ การ Ingsoc คอยห้ามปรามเพศสัมพันธ์ กรณียกเว้นคือกรณีที่สมรสแล้วและมีเพศสัมพันธ์เพื่อผลิตลูก การชอบเซกซ์เป็นสิ่งต้องห้ามโดยเฉพาะในสตรี และการสร้างความเก็บกดทางเพศ ตามแนวจารีตนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปสู่การระเบิดออกมาของความเกลียดชังต่อศัตรู และความจงรักภักดีรัก “พี่ใหญ่” รัฐบาลมีการติดป้ายใบหน้า “พี่ใหญ่” ทั่วเมือง และจัด “สิบนาทีแห่งการเกลียดชังศัตรู” ทุกอาทิตย์ ซึ่งเป็นภาคบังคับสำหรับประชาชนทุกคนตามสถานที่ทำงานต่างๆ
    
ออร์เวล ตายประมาณหนึ่งปีหลังจากที่เขาเขียนหนังสือ 1984 เขาเลยไม่มีโอกาสเห็นการลุกขึ้นสู้ของกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ การปฏิวัติอียิปต์ และการนัดหยุดงานต่อต้านแนวเสรีนิยมท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ความเชื่อมั่นได้ว่า “ถ้ามีความหวัง... มันอยู่ที่ชนชั้นกรรมาชีพ” If there is hope, it lies with the Proles.

Monday, March 3, 2014

วิสัยทัศน์ของปรีดี พนมยงค์



: รัฐธรรมนูญนิยมและสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย
การเมืองไทยในช่วงปี 2475 จนถึงปี 2490 บทบาทอันสำคัญยิ่งของนายปรีดี  พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎร เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้บุคคลผู้นี้จะมีวิถีชีวิตอันเรียบง่าย แต่ในทางการเมืองนั้นกลับตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นไปได้ด้วยว่า ในระหว่างฝักฝ่ายที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์บุคคลผู้นี้นั้น แต่ละฝ่ายอาจมิได้มีความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับความคิดที่ตนได้หยิบยกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์นั้นเลย
เช่นเดียวกับเด็กอื่นโดยทั่วไปในประเทศสยามตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ที่ส่วนใหญ่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางชีวิตในชนบทและภายใต้ร่มแห่งศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ปรีดี  พนมยงค์ เกิด ณ จังหวัดอยุธยา หลังจากที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนกฎหมายเป็นเวลาสองปีและกลับไปประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมในครอบครัว ปรีดี พนมยงค์ ได้เดินทางไปศึกษาต่อทางกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี 2463 จนถึงปี 2469 ในขณะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางกฎหมาย ความสนใจของปรีดีที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ ได้ผลักดันให้ปรีดีเข้าศึกษาจนสำเร็จและได้รับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองด้วยอีกสาขาหนึ่ง เมื่อกลับสู่ประเทศสยามปรีดีได้เข้ารับตำแหน่งที่สำคัญต่าง ๆ เช่น ผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ผู้สอนในโรงเรียนกฎหมาย  กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมาย เป็นต้น
ในปี 2471 ปรีดีได้รับแต่งตั้งให้เป็น “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ซึ่งนามดังกล่าวนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวอันเป็นตำนานทางกฎหมายที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “พระมนู” ซึ่งถือกันว่า เป็นผู้เปิดเผยและแสดงธรรมะให้ปรากฏต่อโลก กล่าวโดยสรุป นามนี้จึงมีความหมายถึง “ผู้สร้างสรรค์หลักธรรมของพระมนู” ดังนี้เอง ย่อมทำให้เรานึกถึง “พระมนู” ซึ่งเป็นบุรุษคนสำคัญในตำนานทางนิติศาสตร์ของประเทศอินเดีย
ด้วยเหตุที่พระมนู (หรือมโนสาราจารย์ ในตำนานกฎหมายของสยาม) เป็นผู้ประกาศหลักธรรม  โลกโบราณจึงได้รู้จักกับกฎเกณฑ์อันเป็นพื้นฐานของจักรวาล อีกทั้งกฎเกณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มาแต่เดิมในธรรมชาติและในสังคมมนุษย์ทั้งปวง อันได้แก่สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” หากว่าโดยทางตำนาน ทิพยภาวะอันควรแก่การเคารพนบไหว้จะได้มีอยู่แก่พระมนู ผู้เป็นต้นบัญญัติแห่งบทกฎหมายทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียวแล้ว นั่นย่อมหมายถึงว่า นามของพระมนูได้เป็นสัญลักษณ์สำคัญซึ่งบรรดาอำนาจทั้งปวงในโลกจะต้องอ้างอิงถึง กล่าวคือ เป็นสัญลักษณ์แห่งหลักธรรมะในฐานะที่เป็นหลักแห่งความยุติธรรมนั่นเอง
การประกาศหลักธรรมะของพระมนู อันเป็นที่มาแห่งบรรดากฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นวิทยาการอันหนึ่งซึ่งควรแก่การเคารพสักการะในนาม “ธรรมศาสตร์หรือศาสตร์แห่งธรรมะ” อันมีนัยเดียวกับคำว่า “นิติศาสตร์”  ในปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมศาสตร์ซึ่งได้รับการประกาศและให้อรรถาธิบายโดยพระมนูย่อมเป็นที่รู้จักกันในนาม “ธรรมะแห่งพระมนูหรือมนูธรรม” นั่นเอง
ในแง่นี้ นามของปรีดีอันเป็นสัญลักษณ์แห่งบุรุษผู้ซึ่ง “ประดิษฐ์มนูธรรม” จึงมีนัยสำคัญยิ่ง ด้วยเหตุว่า ปรีดีได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรนำประเทศสยามเข้าสู่ยุคใหม่โดยการอภิวัฒน์ในเดือนมิถุนายน 2475 จึงนับได้ว่า เป็นการรังสรรค์ขึ้นใหม่ซึ่ง “หลักธรรมแห่งพระมนู” ในที่นี้ หมายถึงหลักการอันว่าด้วยรัฐธรรมนูญนิยมและสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยทางสัญลักษณ์ หากพระมนู (หรือมโนสาราจารย์ตามพระธรรมสาตรของสยาม) เป็นผู้ประกาศซึ่งหลักธรรมอันเป็นอุดมคติแห่งระบอบรัฐราชาธิราชในสมัยโบราณ ปรีดีย่อมนับเป็นผู้วางรากฐานของหลักการอันว่าด้วยรัฐธรรมนูญนิยมและสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นหลักธรรมใหม่ของพระมนู กล่าวคือ เป็นหลักการพื้นฐานทางการเมืองในระบอบใหม่ของประเทศสยามนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา
หลังจากเหตุการณ์การอภิวัฒน์ในเดือนมิถุนายน 2475 ปรีดีได้มีบทบาทและเข้าดำรงตำแหน่งที่สำคัญหลายตำแหน่งจนถึงในปี 2490 ได้แก่ เป็นผู้ร่างธรรมนูญการปกครองฉบับแรก ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่บทบาททางการเมืองของปรีดีจะได้สิ้นสุดลง กล่าวโดยสรุปก็คือ หากยกกรณีการอภิวัฒน์ในปี 2475 และเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อเราจะได้กล่าวเป็นการเฉพาะในภายหลังแล้ว งานในหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมเป็นการวางรากฐานด้านการปกครองในยุคใหม่ของประเทศนั่นเอง
วิถีทางในการดำเนินงานทางการเมืองในปี 2475 แสดงให้เห็นขั้นตอนที่สำคัญเป็นลำดับ 2 ประการอันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองให้เป็นไปตามหลักการว่าด้วยรัฐธรรมนูญนิยมเป็นประการแรก ประการต่อมาได้แก่ การทำให้ระบอบการเมืองการปกครองที่สถาปนาขึ้นใหม่นั้นให้มีเสถียรภาพ โดยพยายามที่จะแก้ไขระบบเศรษฐกิจภายใต้หลักการอันว่าด้วยสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย จริงอยู่ว่า ตามความเห็นของปรีดีแล้ว หลักการที่ว่ามาข้างต้นทั้งสองประการนั้น ย่อมเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ก็หาได้มีความสำคัญเท่าเทียมกันไม่ ทั้งนี้ ปรีดีเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยที่ได้ก่อตั้งขึ้นแล้วนั้นจะต้องเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสุขสมบูรณ์ของราษฎรเป็นประการสำคัญ ดังนั้น ปรีดีจึงมิได้ถือเอารัฐธรรมนูญนิยมเป็นเป้าหมายสุดท้ายในตัวเอง แต่รัฐธรรมนูญนิยมนั้นจะต้องนำไปสู่การบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของอิสรภาพและความไพบูลย์แห่งชาติ
ก. รัฐธรรมนูญนิยม : หลักพื้นฐานประการแรก
คำนิยาม
เมื่อเราพิจารณาจากหลักเกณฑ์สากลซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป หลักการว่าด้วยรัฐธรรมนูญนิยมของปรีดีย่อมเป็นไปตามตรรกะทางทฤษฎีการเมืองของตะวันตก รัฐธรรมนูญนิยมจึงหมายถึงหลักการทางการเมืองซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายพื้นฐานอันมิอาจล่วงละเมิดได้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ได้วางระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐต่อพลเมือง คงไม่เป็นการจำเป็นในที่นี้ที่จะต้องให้อรรถาธิบายในรายละเอียดถึงหลักการดังกล่าว ตามความคิดของปรีดี สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งเราน่าจะให้ความสนใจได้แก่ การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญของปรีดี เพื่อที่จะให้การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดผลสมบูรณ์ครบถ้วน
หลักการที่สำคัญ
หากกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร การเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณญาสิทธิราชไปเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับเป็นวัตถุประสงค์สำคัญมาตั้งแต่การประชุมผู้ร่วมก่อการในครั้งแรกเมื่อปี 2470 แม้ว่าประกาศของคณะราษฎรซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 24 มิถุนายนนั้นจะระบุถึงความเป็นไปได้ในการก่อตั้งระบอบสาธารณรัฐ หากได้รับการปฏิเสธจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ แต่นั่นก็เป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่ปรีดีเองให้เหตุผลว่า “มีวัตถุประสงค์มุ่งต่อผลสำเร็จโดยพลัน” 
ในความเป็นจริงภายใต้บริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทย ปรีดีหรือแม้แต่คณะราษฎรเองก็ตาม หาได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันสำคัญที่มีมาแต่เดิมไม่ ในทางตรงกันข้าม เจตจำนงของคณะผู้ก่อการที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันอันสำคัญนี้ภายใต้ระบอบการปกครองที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่นั้น แสดงให้ปรากฏหลายครั้งหลายครา อาทิเช่น คำกราบบังคมทูลของคณะราษฎรต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ เพื่ออัญเชิญให้ทรงคืนสู่ราชบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกในระบอบใหม่ หรือการอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ในปี 2478 หรือการอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ในปี 2489
เมื่อกล่าวถึงหลักการที่สำคัญของระบอบที่ได้สถาปนาขึ้นใหม่ ย่อมเห็นได้ชัดจากหลักการที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร” ดังที่ปรีดีได้นำมาบัญญัติไว้ในบทกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั่นเอง
การแปรไปสู่การปฏิบัติ
ความพยายามของปรีดีในอันที่จะนำประเทศสยามไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อาจสรุปขั้นตอนที่สำคัญได้ดังต่อไปนี้
-   เตรียมพื้นฐาน : คำอธิบายกฎหมายปกครอง
ในปี 2474 การที่ปรีดีได้รับเป็นผู้บรรยายในวิชากฎหมายปกครอง ณ โรงเรียนกฎหมายนั้นนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่ง กล่าวคือ วิชากฎหมายปกครองเป็นวิชาใหม่ซึ่งนักกฎหมายในสมัยนั้นจะต้องเล่าเรียน ปรีดีได้บรรยายวิชาดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำนักกฎหมายรุ่นใหม่หรือแม้แต่สาธารณชนโดยทั่วไปเข้าทำความรู้จักกับทฤษฎีการเมืองแบบใหม่ ในวิชาดังกล่าว ปรีดีได้บรรยายถึงหลักการที่สำคัญทางการเมืองประการต่าง ๆ ได้แก่ ลักษณะทางทฤษฎีของรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นกฎหมายพื้นฐาน หลักการอันว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่เป็นหลักทั่วไปของกฎหมาย จำแนกได้เป็น 3 ประการ กล่าวคือ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ รูปแบบต่าง ๆ ของรัฐ ภารกิจแห่งรัฐ เป็นต้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปรีดีประสงค์ให้ประเทศสยามได้ทำความรู้จักกับหลักและทฤษฎีประชาธิปไตย เพื่อเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้
-   วางรากฐานสังคมใหม่ : การอภิวัฒน์ในปี 2475
ในเดือนมิถุนายน 2475 เวลาอันสำคัญได้มาถึงเพื่อเปลี่ยนจากสิ่งซึ่งเป็นเพียง “วิชาที่บรรยายในชั้นเรียน” ไปสู่การอภิวัฒน์ระบอบการเมืองการปกครอง ในที่นี้ เราจะลองพิจารณาในเบื้องต้นถึงคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
คณะผู้ก่อการประกอบด้วยบุคคลฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร โดยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจากประเทศยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศฝรั่งเศส ในการประชุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เมื่อปี 2470 ณ อาคารหอพักแห่งหนึ่งในกรุงปารีส คณะผู้ก่อการได้กำหนดให้มีผู้ดำเนินการทางการเมืองขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลา 5 วันของการประชุมในครั้งนี้ ด้วยเหตุที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมก่อการ ปรีดีจึงได้แสดงบทบาทการเป็นผู้นำกลุ่มนับแต่เวลานั้นเป็นต้นมา
จากการดำเนินงานทางการเมืองของคณะผู้ก่อการกลุ่มนี้ ในเวลาเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2475  ราษฎรชาวสยามทั้งหลายได้ตื่นขึ้นพร้อมกันกับความคาดหวังที่ว่า นับแต่วันนี้ทุกสิ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง ยุคใหม่ทางการเมืองได้เริ่มขึ้นแล้วพร้อมกับการอภิวัฒน์
ยุทธศาสตร์ในการดำเนินการของคณะราษฎรมีดังนี้ กล่าวคือ กระจายกำลังทหารเข้าควบคุมสถานที่ที่สำคัญ การเข้าจับกุมเจ้านายและพระราชวงศ์ระดับสูงซึ่งดำรงตำแหน่งการบริหารในรัฐบาลของระบอบเก่าเป็นตัวประกัน การประกาศวัตถุประสงค์การอภิวัฒน์ของคณะราษฎร กราบบังคมทูลเชิญพระสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ให้ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน เราควรหันมาพิจารณาปฏิกิริยาที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ซึ่งได้แก่ การให้การรับรองความชอบธรรมของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง การเสด็จคืนสู่ราชบัลลังก์ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของระบอบประชาธิปไตย ทรงให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งกับคณะผู้ก่อการเพื่อให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475
คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่า ด้วยคุณูปการที่สำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงส่งผลให้การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยในประเทศสยามประสบผลสำเร็จโดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ
-     หว่านเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาแห่งระบอบใหม่
: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
ในบรรดาการริเริ่มอย่างใหม่ ๆ ที่ปรีดีดำริให้มีขึ้นระหว่างระยะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้น การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในปี 2477 และการดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยตนเองระหว่างปี 2477 จนถึง 2495 นับเป็นผลงานที่ทรงคุณค่ายิ่งและเห็นผลเป็นประจักษ์แม้ในปัจจุบัน กล่าวคือ สถาบันที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นนี้นับเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่เป็นผลโดยตรงจากการอภิวัฒน์ในเดือนมิถุนายน 2475 ภารกิจแห่งสถาบันทางวิชาการแห่งใหม่นี้ย่อมคาดหมายได้จากนามของสถาบันนั้นเอง กล่าวคือ เป็นศูนย์กลางทางปัญญาว่าด้วยธรรมศาสตร์และว่าด้วยการเมือง
กล่าวในทางภาษา หากเราเว้นที่จะอธิบายคำว่า “การเมือง” และอาศัยความหมายโดยทั่วไปซึ่งเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ในส่วนถ้อยคำที่เอ่ยถึง “ Sciences morales ”  นั้นเป็นคำที่ใช้แทนคำเดิมในภาษาไทยว่า “ธรรมศาสตร์” ซึ่งปัจจุบันได้มีการแปลคำนี้อย่างเป็นทางการว่า “Thammasat” ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า มิได้สื่อสาระแต่อย่างใดเลย จะเป็นก็แต่เพียงคำแปลตามการออกและสะกดเสียงเท่านั้น คำว่า “ธรรมศาสตร์” นั้นเป็นที่รับรู้กันในสมัยของปรีดี ในความหมายที่เป็น “ความรู้โดยทั่วไปในทางนิติศาสตร์” ซึ่งแต่เดิมเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “Dharmasastra” จากแง่มุมที่ว่านี้ คำสำคัญ 2 คำซึ่งได้นำมารวมกันเพื่อตั้งเป็นนามแห่งสถาบันการศึกษา ย่อมสื่อนัยและสนองต่อเจตนารมณ์แห่งการอภิวัฒน์ที่ได้มีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2475 ได้เป็นอย่างดียิ่ง กล่าวคือ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป วิชาธรรมศาสตร์และวิชาการเมืองย่อมนับเป็นฐานทางปัญญาอันสำคัญยิ่งต่อระบอบการเมืองที่ได้สถาปนาขึ้นใหม่
ข.    สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย
: วัตถุที่ประสงค์อันแท้จริงแห่งการอภิวัฒน์
ลักษณะโดยทั่วไป
การนำประเทศสยามเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยหาใช่เป็นวัตถุประสงค์สุดท้ายในตัวเองไม่ ปรีดีคงถือแต่เพียงว่า หลักรัฐธรรมนูญนิยมเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในอันที่จะแปรเจตจำนงแห่งราษฎรทั้งปวงให้มีผลในทางปฏิบัติเท่านั้น ด้วยความเชื่อเช่นว่านี้ การอภิวัฒน์ดังกล่าวทำให้ปรีดีประสงค์ที่จะดำเนินการให้ยิ่งขึ้นไปกว่าขั้นตอนแรกที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
ด้วยเหตุที่ได้มีส่วนเข้าร่วมในบรรยากาศใหม่ทางการเมืองของประเทศในปี 2475 ปรีดีจึงได้นำเสนอโครงการดำเนินงานต่อเนื่องทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจที่ได้ถูกขนานนามในภายหลังว่า “สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย” ในการให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสาร Asiaweek (ฉบับวันที่ 24 ธันวาคม 2522 - 4 มกราคม 2523) ปรีดีให้สัมภาษณ์ดังนี้
“ ถาม  :    ท่านจะบรรยายลักษณะปรัชญาทางการเมืองของท่านสักหน่อยจะได้ไหม ?
ตอบ :   ปรัชญาทางการเมืองของข้าพเจ้าคือ สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย        เพราะว่า ประชาธิปไตยและสังคมนิยมควรมีพื้นฐานเป็นวิทยาศาสตร์ ... ”
ปรีดีได้นิยามหลักการของสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยด้วยว่า
“ ... ข้าพเจ้าจะตอบคำถามของท่านจากจุดยืนของผู้รักชาติตามหลัก 5 ประการของสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย กล่าวคือ เอกราชของชาติ อธิปไตยของชาติ สันติภาพ ความเป็นกลาง ความไพบูลย์ของประชาชน พร้อมด้วยประชาธิปไตยของประชาชน ... ”
และเมื่อปรีดีระบุว่า
“ ความคิดในทางอภิวัฒน์ของข้าพเจ้ามีพื้นฐานอยู่บนเศรษฐกิจ”
หลักประการที่ 5 กล่าวคือ ความไพบูลย์ของประชาชน พร้อมด้วยประชาธิปไตยของประชาชนจึงเป็นประเด็นความสนใจของเราในที่นี้
จุดกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจทางเศรษฐกิจ
หากพลังทางปัญญาอันลึกซึ้งใด ๆ มักพบจุดกำเนิดแห่งตนในสิ่งที่ “ประทับรอยลึกไว้ในใจ” ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยคงต้องมีที่มาจากสิ่งที่ประทับรอยลึกในใจของปรีดี ซึ่งเราควรใส่ใจในที่นี้
หากเราติดตามชีวิตของบุรุษผู้นี้จนถึงเวลาที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ในปี 2471 เราอาจคิดไปได้ว่า เส้นทางชีวิตแห่งบุรุษผู้นี้คงไม่พ้นไปจากความเป็นชนชั้นนำในสังคม จากสามัญชนที่ค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่โครงสร้างดั้งเดิมของระบบราชการ นับเป็นการเตรียมเส้นทางแห่งการทำงานและการไต่เต้าเข้าสู่ฐานะและความสำเร็จที่บุรุษสามัญชน ผู้ดำรงชีวิตอยู่ชายขอบสังคมทั้งหลายคาดหวังมิใช่หรือ เราจะถือเอาเหตุผลในเรื่องนี้มาอธิบายได้หรือว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปรีดีมีเจตจำนง ที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองอันศักดิ์สิทธ์ของสยามก็เพื่อที่จะสถาปนาระบบเศรษฐกิจการเมืองที่อาจก่อภยันตรายในประเทศ ซึ่งยังมีลักษณะความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงอยู่
แน่นอนว่า ปรีดีในวัยหนุ่มย่อมได้รับรู้และสังเกตสภาวการณ์ที่เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในเขตชนบท ซึ่งได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก กล่าวคือ เป็นปัญหาที่มิได้มีสาเหตุมาจากสภาวะทางธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากความฉ้อฉลอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองและเงื่อนไขทางการเมืองการปกครองอีกด้วย เมื่อต้องประสบกับปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง และกลายมาเป็นสิ่งที่ประทับลงในความทรงจำและปัญญาความคิด ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลใจอันสูงยิ่งให้แก่ปรีดีในวัยหนุ่ม ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงและเข้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องนับว่า แรงบันดาลใจที่ว่านี้ได้มีขึ้นก่อนเวลาที่จะได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในปี 2463 ด้วยซ้ำ
ควรกล่าวด้วยว่า วิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มีการศึกษากันอยู่ในมหาวิทยาลัยปารีสนั้นได้สร้างความสนใจเป็นอย่างยิ่งแก่ปรีดี ด้วยเหตุที่เป็นความรู้ที่อาจตอบสนองแก่แรงบันดาลใจอันเกิดมาจากปัญหาเศรษฐกิจในแผ่นดินเกิดของตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศพร้อมด้วยจิตสำนึกที่ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ปรีดีจึงเป็นผู้ที่พร้อมแล้วต่อการลงมืออภิวัฒน์ เป็นการอภิวัฒน์ที่จะนำเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายทั้งปวงออกจากความทุกข์ยาก อันเกิดแต่สภาพเศรษฐกิจ ไม่น้อยไปกว่าการกู้สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากวิกฤตในช่วงเวลานั้น
คำนิยามและหลักการพื้นฐาน
ผู้นำการอภิวัฒน์ในปี 2475 ได้นิยามหลักสังคมนิยมว่าเป็น
“ลัทธิซึ่งสังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (Means of Production) และอำนวยให้สมาชิกของสังคมร่วมมือกันในการผลิต โดยได้รับปันผลและสวัสดิการอย่างเป็นธรรม”
คำอธิบายดังกล่าวดูเป็นลักษณะโดยทั่วไปและมิได้ให้ความกระจ่างต่อหลักสังคมนิยมของปรีดีที่อาจสืบย้อนไปได้จนถึงในปี 2475 เท่าใดนัก พอ ๆ กับความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในระหว่างแนวคิดสังคมนิยม - แม้ในประเทศตะวันตก - ด้วยกันเอง ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามิใช่น้อยทีเดียว ความคิดของปรีดีดังที่กล่าวนี้ ตกเป็นเป้าแห่งการโจมตีและการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ขณะที่ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มที่อาจนำไปสู่หลักทฤษฎีมาร์กซิสต์ ปรีดีตอบด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและหนักแน่นว่า
“ ไม่  ไม่  ไม่ ข้าพเจ้าได้บอกแล้วว่า ปรัชญาของข้าพเจ้าคือ 'สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย'  ถึงแม้ว่าถามมาร์กซ์ พูดอย่างนี้หรืออย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ต้องพิจารณาว่าเป็นจริง หรือเป็นไปตามสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยหรือไม่ สังคมนิยมมีอยู่หลายชนิด แม้ลัทธิมาร์กซ์ก็มีชนิดต่าง ๆ ... ข้าพเจ้ามีอิสระที่จะเลือกทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่สอดคล้องกับหลัก 5 ประการของเรา อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงมาแล้ว”
เมื่อทฤษฎีมาร์กซิสต์ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงแล้ว ความคิดทางเศรษฐกิจของปรีดีจึงอาจค้นพบร่องรอยที่สำคัญได้ก็แต่ในเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติและคำอธิบายต่าง ๆ ที่ปรีดีได้ให้ไว้ ในขณะที่นำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณา ปรีดีให้คำอธิบายโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจนดังนี้ 
“ตามหลักของข้าพเจ้านั้น เป็นลัทธิหลายอย่างที่ได้คัดเลือกเอาที่ดีมาปรับปรุงให้สมกับฐานะของประเทศสยาม แต่เหตุสำคัญอาศัยหลักโซเซียลิสม์ ไม่ใช่คอมมูนิสต์ คือถือว่า มนุษย์ที่เกิดมาย่อมต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน  เช่นคนจนนั้น เพราะฝูงชนทำให้จนก็ได้  ... หรือคนที่รวยเวลานี้ ไม่ใช่รวยเพราะแรงงานของตนเลย ... ฉะนั้น จึงถือว่ามนุษย์ต่างมีหนี้ตามธรรมจริยาต่อกัน จึงต้องร่วมประกันภัยต่อกัน และร่วมกันในการประกอบเศรษฐกิจ”
หลักฐานหลายประการแสดงให้เห็นว่า ความคิดทางเศรษฐกิจของปรีดีนั้นอาจสืบค้นร่องรอยได้ในหลักทฤษฎีสังคมนิยมในแนวความคิดแบบ “โซลิดาริสม์” ซึ่งปรากฏอยู่ในเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองซึ่งบรรยายระหว่างปี 2465 - 2469 โดยศาสตราจารย์ โอกุส เดส์ช็องร์ ณ มหาวิทยาลัยปารีส เราคงจะต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองในอันที่จะประเมินอิทธิพลของหลักการ “โซลิดาริสม์” แบบตะวันตกที่มีอยู่ในความคิดของผู้นำเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ อย่างไรก็ดี ด้วยการตระหนักถึงเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติที่ว่านี้นั่นเองที่เราอาจติดตามร่องรอยทางความคิดว่าด้วยสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย และพิจารณาในขณะเดียวกันว่า การเมืองในประเทศสยามในสมัยของปรีดีนั้น ได้ตอบรับการนำเสนอเค้าโครง ฯ ที่ว่านี้เช่นไร
การผลักดันให้เค้าโครง ฯ เกิดผลในทางปฏิบัติ
ในปี 2476 กล่าวคือ ปีต่อมาภายหลังการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ปรีดีได้นำเสนอโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบใหม่ไว้ในเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาล เค้าโครง ฯ ฉบับนี้เป็นการผสานรูปแบบต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจที่สำคัญเข้าไว้ด้วยกัน อันจะส่งผลที่พึงประสงค์ทั้งในด้านการเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมของประเทศ เจตนารมณ์ของปรีดีจึงแสวงหาการก้าวข้ามระบบที่เคยเป็นมาแต่เดิม และไปพ้นจากข้อจำกัดที่อาจมีอยู่ในโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแบบเดิม
“ ... ถ้าเราคงทำตามแบบเก่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่ทำสาระสำคัญ คือแก้ความฝืดเคืองของราษฎร แบบที่เราต้องเดินนั้น ต้องเดินอย่างอาศัยหลักวิชา อาศัยแผน อาศัยโครงการวิธีโซเชียลลิสม์ เป็นวิธีวิทยาศาสตร์โดยแท้  รับรองความเห็นหม่อมเจ้าสกลว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช่ Coup d’État เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ ...”
แนวคิดที่ว่านี้ประสงค์จะให้รัฐเข้าจัดการกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากพิจารณาเค้าโครง ฯ ในเบื้องต้น  แม้จะดูเสมือนเป็นการให้รัฐมีบทบาทในการวางแผนทางเศรษฐกิจในทำนองเดียวกับประเทศโซเวียต แต่ความเข้าใจเช่นว่านี้หาใช่ความมุ่งหมายของปรีดีแต่อย่างใดไม่ ปรีดีได้ย้ำหลายครั้งหลายคราในเรื่องการสร้างสมดุล ระหว่างเศรษฐกิจในแบบทุนนิยมและในแบบสังคมนิยม อีกทั้งประสงค์ที่จะให้รัฐมีบทบาทประการสำคัญในอันที่จะส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของราษฎรในรูปของการจัดตั้ง
“สหกรณ์”  ซึ่งปรีดีเรียกในเวลาต่อมาว่า “สหกรณ์สังคมนิยม”
ความก้าวหน้าอย่างมากของความคิดทางเศรษฐกิจในเค้าโครง ฯ ในสายตาของชนชั้นปกครอง - ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในรัฐบาล - ในขณะนั้น อีกทั้งข้อกล่าวหาในเรื่องการพยายามนำระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์มาใช้ เค้าโครง ฯ ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นประเด็นเร่งเร้าของฝ่ายปฏิกิริยาได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างสูงในทางการเมืองอันเป็นเหตุให้ผู้เสนอเค้าโครงจำต้องเดินทางออกนอกประเทศ ภายใต้เงื่อนไขและสภาวการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาตอบโต้การอภิวัฒน์ที่ได้ปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรก
เมื่อฝ่ายทหารของคณะราษฎรประสบผลสำเร็จในการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเดิม แม้จะได้มีโอกาสกลับเข้าประเทศ ปรีดีก็ยังคงตกเป็นเป้าหมายที่สำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมซึ่งวางแผนเพื่อชิงอำนาจกลับคืนมา ในการนี้ มีความพยายามที่จะกระทำรัฐประหารแต่ถูกปราบปรามลงภายในเวลาอันรวดเร็ว นับได้ว่า เป็นความปราชัยครั้งที่สองของฝ่ายตอบโต้การอภิวัฒน์ จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ปรีดีและเค้าโครง ฯ ที่ได้นำเสนอต่างต้องพบชะตากรรมที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ ปรีดียังคงอยู่ ในขณะที่เค้าโครง ฯ ต้องปลาสนาการออกไปจากสังคมไทย
หลังจากความปราชัยทั้งสองครั้ง ปฏิกิริยาและความเคลื่อนไหวของฝ่ายตอบโต้การอภิวัฒน์ดูเหมือนจะมิได้อยู่ในความทรงจำของชาวไทยแต่อย่างใด แต่สำหรับปรีดี กรณีย่อมต่างออกไป กล่าวคือเป็นความจริงที่ว่า หลังจากที่ได้เผชิญกับบททดสอบทางการเมืองที่มีผลกระทบอย่างลึกซึ้งทางความคิด แม้ปรีดีจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม แต่ถึงกระนั้น ความทรงจำที่ได้รับจากบททดสอบดังกล่าวนี้หาได้ลบเลือนไปจากจิตสำนึก พอ ๆ กันกับที่ได้เพิ่มพูนประสบการณ์ในแง่ปัญญาและความคิดทางการเมืองให้แก่ปรีดีไม่น้อยเลย กล่าวคือ ปรีดีได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่า สภาวการณ์ในขณะนั้น เพื่อนร่วมชาติทั้งหลายยังไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะมีขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคยมาเป็นเวลาอันยาวนาน หากกล่าวถึงเค้าโครง ฯ คงมิได้มีผู้ใดแม้แต่ปรีดีเองก็ตาม ที่จะคาดเดาอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้แม้ว่าภายหลังปี 2476 เป็นต้นมานั้น สิ่งที่เคยนำเสนอไว้ในเค้าโครงจะได้รับการนำมาปฏิบัติในบางส่วนก็ตาม คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินความจริงว่า เค้าโครง ฯ และหลักทางทฤษฎีของเค้าโครง ฯ ดังกล่าว ย่อมเป็นเสมือนมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญอันควรแก่ความใส่ใจและการศึกษาอย่างรอบคอบ

Saturday, March 1, 2014

ชาย vs หญิง


ทฤษฏีการเมือง แนวความคิดมาร์คซิสม์ (Marxism)

                สำหรับการการวิเคราะห์เรื่องของการกดขี่ทางเพศนั้น แนวมาร์คซิสต์มองว่าเราไม่สามารถแยกเรื่องการกดขี่ทางเพศออกจากปัญหาที่มาจากสังคมชนชั้นได้ เพราะพัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่ผ่านมา ในแต่ละระบบหลังยุคบุพการ ล้วนแต่เป็นสังคมแห่งความขัดแย้งทางชนชั้นที่มีพลังผลักดันทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มวลชนคนส่วนใหญ่ของโลกถูกคนจำนวนน้อยที่ครอบครองส่วนเกินจากการผลิต กดขี่ขูดรีด ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย และในขณะเดียวกันมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง ที่นำไปสู่การกดขี่ทางเพศ
แนว มาร์คซิสต์ มองว่าการกดขี่ทางเพศที่ทำให้หญิงเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ และไม่ใช่นิสัยใจคอแท้ของชายอีกด้วย การกดขี่ทางเพศเกี่ยวข้องกับการครอบครองทรัพย์สิน และการถ่ายทอดมรดกของชนชั้นปกครอง และเกี่ยวกับการทำให้ภาระงานบ้านเป็นภาระปัจเจกภายในครอบครัว เครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองคือความคิดจารีตเกี่ยวกับเพศและครอบครัว แนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว "ชาย - หญิง" นี้เอง เน้นว่าบทบาทหลักของหญิงอยู่ในบ้าน และยังเป็นผลให้คนรักเพศเดียวกันกลายเป็นพลเมืองชั้นสามอีกด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหา ต้องอาศัยทั้งการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนค่านิยมคับแคบ และการต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจในสังคม ซึ่งรวมทั้งรัฐ ระบบชนชั้น และสถาบันครอบครัว
              ในหนังสือ "กำเนิดครอบครอบครัว ทรัพย์สินส่วนตัว และรัฐ" ของ เองเกิลส์ (กุหลาบ สายประดิษฐ์ (๒๕๒๔) "กำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติ ระเบียบสังคมของมนุษย์" สำนักพิมพ์ก่อไผ่ กรุงเทพฯ Frederick Engels (1978) The Origin of the Family Private Property and the State. Foreign Language Press, Peking) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1884 มีการอาศัยการค้นคว้าข้อมูลจากการศึกษาของนักมานุษวิทยาเช่น มอร์แกน มีการเสนอว่าฐานะของสตรีนั้นมีจุดตั้งต้นและคลี่คลายออกมาจากระบบการผลิตและฐานะทางครอบครัว ในยุคแรกๆ มนุษย์อยู่กันเป็นเผ่าพันธุ์ ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวและไม่มีคู่สมรสถาวรแบบผัวเดียวเมียเดียว บุตรในเผ่าเป็นบุตรของทั้งเผ่าที่ไม่มีวันทราบว่าใครเป็นพ่อ จึงต้องสืบทอดสายเลือดทางแม่ แต่ที่สำคัญคือการสืบทอดสายเลือดทางแม่กระทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกจากแม่เดียวกันมีเพศสัมพันธ์กันเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อกำหนดฐานะทางเศรษฐกิจหรืออำนาจในสังคมแต่อย่างใด
              เมื่อมนุษย์พัฒนาการเลี้ยงชีพ ค้นพบวิธีการเกษตร แทนการเก็บของป่า จึงเกิด "ส่วนเกิน" จากความต้องการวันต่อวัน ทรัพย์สินส่วนตัวก็เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะการที่ชายถืออาวุธในการล่าสัตว์อยู่ในมือ มีกำลังทางกายเหนือหญิง และมีบทบาทในการรวบรวมส่วนเกิน โดยเฉพาะจากการเลี้ยงสัตว์ในยุคแรกๆ ทำให้ชายบางคนตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นในสังคมได้ ซึ่งนำไปสู่กำเนิดสังคมชนชั้น การปกป้องมรดก และการใช้สถาบันครอบรัวและรัฐในการรองรับอำนาจใหม่ดังกล่าว
ข้อเสนอของเองเกิลส์เป็นสาเหตุที่ชาว มาร์คซิสต์ มองว่าการกดขี่ทางเพศ สังคมชนชั้น ระบบครอบครัว และรัฐ แยกออกจากกันไม่ได้ และเราพอจะสรุปหลักการใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1) การกดขี่ทางเพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่มาจากสรีระ
2) การกดขี่ทางเพศเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการแบ่งมนุษย์ทั้งชายและหญิงออกเป็นชนชั้น ภายใต้การปกครองของคนส่วนน้อย
3) ครอบครัวคือสถาบันสำคัญในการกำหนดและกล่อมเกลาความคิดแบบกดขี่ทางเพศที่เกิดขึ้นในสังคม แต่รูปแบบครอบครัวปัจจุบันไม่ใช่รูปแบบที่มาจากธรรมชาติ รูปแบบครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงเสมอตามยุคของระบบการผลิต
4) วิธีแก้ปัญหาการกดขี่ทางเพศในระยะยาวต้องประกอบไปด้วยการจัดการเปลี่ยนสังคมไม่ให้มีชนชั้น และการเปลี่ยนรูปแบบของครอบครัวจากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพื่อให้สตรีมั่นใจในสิทธิ์ของตนเองมากขึ้น พร้อมๆ กับการรณรงค์แก้ไขความคิดอีกด้วย
การปลดแอกผู้หญิง จะเริ่มเป็นไปได้ ในขั้นตอนแรกก็ต่อเมื่อผู้หญิงได้รับโอกาสเข้าไปมีส่วนในการผลิต และมีรายได้ของตนเอง ดั้งนั้นต้องหาทางที่จะแปรเปลี่ยนงานบ้านต่างๆ ให้เป็นงานสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการสร้างรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ

                 ภาวะเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมปัจจุบัน มีการดึงสตรีเข้ามามีส่วนในการทำงานมากขึ้น ซึ่งสร้างความอิสระให้สตรีระดับหนึ่ง และส่งเสริมให้เกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีมากขึ้น แต่ในมุมกลับ ชนชั้นนายทุนไม่พร้อมและไม่สามารถจะสละกำไรเพื่อสร้างระบบสังคมที่ "ภาระบ้าน" ทั้งหมดกลายเป็นภาระของสังคมโดยรวม ดังนั้นจึงมีการรณรงค์จากรัฐในกระแสความคิดที่เชิดชูสถาบันครอบครัวและค่านิยมอนุรักษ์เกี่ยวกับบทบาทสตรี สิ่งนี้ทำให้มีความขัดแย้งดำรงอยู่ในสังคมสมัยใหม่ตลอดเวลา ( Lindsey German (1989) Sex class and socialism. Bookmarks, London. Celia Petty, Deborah Roberts & Sharon Smith (1987) Women's liberation and socialism. Bookmarks, London & Chicago. Lindsey German (2007) Material Girls. Women, men and work. Bookmarks, London.)
                   Tony Cliff (Tony Cliff(1984) Class Struggle and Women's Liberation. Bookmarks, London) นักมาร์คซิสต์อังกฤษ เคยอธิบายว่าขบวนการสิทธิสตรีในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มีสองแนวคือ เฟมินิสต์ กับมาร์คซิสต์ และสองแนวนี้ถึงแม้ว่ามีเป้าหมายร่วมเพื่อปลดแอกสตรี แต่จะมีความขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แนวเฟมินิสต์ เป็นแนวคิดของชนชั้นกลาง ที่มองว่าปัญหาการกดขี่ทางเพศมาจากสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาชนชั้น ดังนั้นผู้หญิงทุกชนชั้นต้องรวมตัวกันต่อสู้กับอิทธิพลชาย แต่แนว มาร์คซิสต์ ซึ่งเป็นแนวของชนชั้นกรรมาชีพ (ดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๙) "ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย" สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน บทที่ 3, 4 และ 5) มองว่าการกดขี่ทางเพศแยกออกจากเรื่องชนชั้นและการขูดรีดแรงงานไม่ได้ และไม่มีเรื่องใดที่สำคัญมากน้อยกว่ากัน นักมาร์คซิสต์อย่าง Alexandra Kollontai ซึ่งเป็นผู้นำ บอลเชวิค ในการปฏิวัติรัสเซีย 1917 มองว่าหญิงกรรมาชีพได้ประโยชน์จากการเข้าใจว่าสังคมชนชั้นเป็นแหล่งกำเนิดของการกดขี่ทางเพศ และหญิงกรรมาชีพจะได้ประโยชน์จากการร่วมต่อสู้กับชายในการล้มล้างสังคมดังกล่าว และในการยกเลิกสถาบันครอบครัวแบบจารีต (Alexandra Kollontai เขียนบทความสำคัญเช่น The social basis of the woman question (1909), Sexual relations and the class struggle (1911) และ Communism and the family (1918) อ่านได้ใน Alexandra Kollontai (1998) On Women's Liberation. Chanie Rosenberg (Ed.) Bookmarks, London. หรือใน ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) อ้างแล้ว)
ในประเทศไทย การรณรงค์เพื่อให้เกิดสิทธิลาคลอด เป็นผลงานที่สำคัญของสตรีในขบวนการแรงงานไทย ที่จัดตั้งในองค์กร "กลุ่มบูรณการสตรี" และการรณรงค์รอบต่อไปของขบวนการแรงงานในปัจจุบัน คือการต่อสู้เพื่อสิทธิทำแท้ง ซึ่งมีสหพันธ์แรงงานสิ่งทอเป็นหัวหอก

Saturday, February 15, 2014

เมื่อ 'รธน.' ขัดต่อ 'กฎมณเฑียรบาล' ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์


เมื่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 2 ขัดต่อกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467
ประการที่หนึ่ง
 
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 23 วรรคแรก บัญญัติว่า
 
“ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตาม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ”
 
หมายความว่า แม้พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว พระรัชทายาทก็ยังไม่อาจขึ้นทรงราชย์ได้ทันที จะต้องรอกระบวนการทางคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเสียก่อน
 
หลังจากจบกระบวนการดังกล่าวแล้วยังจะต้องมีการประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาท หรือองค์ผู้สืบราชสันติวงศ์ชึ้นทรงราชย์อีกด้วย โดยมาตรา 24 วรรคแรก บัญญัติให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
 
ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 มาตรา 24 ก็ยังหาได้กำหนดระยะเวลาในการประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาท ไว้ว่าจะต้องกระทำการในกำหนดระยะเวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี
 
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 23 และ 24 นี้ จะขัดกับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า
 
“เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชน ให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่า ให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใด ๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้น”
 
บทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลฯ มาตรา 6 ดังกล่าวนี้จึงขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 มาตรา 24 คือให้องค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์สันตติวงศ์ทันทีไม่ต้องมีประกาศอัญเชิญพระรัชทายาทจึงไม่มีขั้นตอนที่ประธานองคมนตรีจะต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนแต่อย่างใด
 
ประการที่สอง
 
รัฐธรรมนูญ มาตรา 20 วรรคแรก วรรคสอง บัญญัติว่า
 
“ในระหว่างไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามบัญญัติไว้ในมาตรา 18 (เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม) หรือมาตรา 19 (พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 18 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น) ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน...
 
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 18 หรือ มาตรา 19 ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน...”
 
กรณีตามมาตรา 19 มาตรา 20 จะต้องมีกระบวนการโดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ทั้งยังกำหนดให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยมิได้กำหนดระยะเวลาไว้เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องกระทำภายในกำหนด กี่วัน กี่เดือน กี่ปี
 
ในกรณีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเฉพาะในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยังทรงพระเยาว์ นั้น ตามกฎหมายมณเฑียรบาลฯ มาตรา 15 บัญญัติไว้ว่า “ถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา 14 (พระชนมายุยังไม่ครบ 20 พรรษาบริบูรณ์) แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ ท่านว่าให้ท่านเสนาบดีพร้อมกันเลือก เจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์หนึ่งขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาบริบูรณ์ จึงให้ท่านผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์นั้นพ้นจากหน้าที่”
 
ผู้ที่จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในกรณีนี้ตามกฎมณเฑียรบาลฯ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ และมาตรา 17 และมาตรา 18 ให้เสนาบดีผู้มีอาวุโสมากที่สุดในราชการสองท่านเป็นที่ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เรียกว่า “สภาสำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" หรือเรียกโดยย่อว่า “สภาสำเร็จราชการแผ่นดิน”
 
ประการที่สาม
 
รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 23 วรรคสอง บัญญัติว่า
 
“ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธาน รัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหา กษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ"
 
ตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ หมายความว่า คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอพระนามของผู้สืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งจะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ส่วนกฎหมายมณเฑียรบาลฯ มาตรา 17 บัญญัติว่า “ในกาลสมัยนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควรที่ราชนารีจะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระแม่อยู่หัวบรมราชินีนาถ ผู้ทรงสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอย่างพระเจ้าแผ่นดินโดยลำพังแห่งกรุงสยาม ฉะนั้นท่านห้ามมิให้จัดเอาราชนารีพระองค์ใด ๆ เข้าไว้ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันขาด"
 
ถ้าจะถามคนทั่วไปว่า เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายอื่นขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติกฎหมายอื่นที่ขัดกันก็ต้องถือว่าถูกยกเลิกแก้ไขไป
 
แต่สำหรับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ เป็นกฎหมายซึ่งตราขึ้นไนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นกฎหมายสำคัญเพราะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพสูงสุดของปวงชนชาวไทย
 
และกฎมณเฑียรบาลฯนี้ใช่จะห้ามการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่การแก้ไขต้องทำตามหมวดที่ 7 ว่าด้วยการแก้กฎมณเฑียรบาล ดังนี้
 
มาตรา 19 บัญญัติว่า "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ไว้ให้เป็นราชนิติธรรมอันมั่นคง เพื่อดำรงพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ชั่วกาลนาน และได้ทรงใช้พระวิจารณญาณโดยสุขุม ประชุมทั้งโบราณราชประเพณีแห่งกรุงสยามตามที่ได้เคยมีปรากฏมาในโบราณราชประวัติ ทั้งประเพณีตามที่โลกนิยมในสมัยนี้เข้าไว้พร้อมแล้วฉะนั้นหากว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดในอนาคตสมัยทรงพระราชดำริจะแก้ไขหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดแห่งกฎมณเฑียรบาลนี้ ก็ให้ทรงคำนึงถึงพระอุปการะคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ผู้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลนี้ขึ้นไว้ แล้วและทรงปฏิบัติตามข้อความในมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลนี้เถิด"
 
มาตรา 20 บัญญัติว่า “ถ้าแม้เมื่อใดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องแก้ไขหรือเพิกถอนข้อความใด ๆ แม้แต่ส่วนน้อยหนึ่งในกฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่าให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนัดประชุมองคมนตรีสภา ให้มีองคมนตรีมาในที่ประชุมนั้นไม่น้อยกว่า 2 ส่วนใน 3 แห่งจำนวนองคมนตรีทั้งหมด แล้วและพระราชทานข้อความอันมีพระราชประสงค์จะให้แก้ไขหรือเพิกถอนนั้นให้สภาปรึกษากันและถวายความเห็นด้วยความจงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริต”
 
ในมาตรา 20 วรรคสอง ตอนท้ายยังบัญญัติว่า “....ถ้าและองคมนตรีมีองคมนตรีที่มาประชุมนั้น มีผู้เห็นควรให้แก้ไขหรือเพิกถอนเป็นจำนวนไม่ถึง 2 ใน 3 แล้ว ก็ขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระขันติระงับพระราชดำริที่จะทรงแก้ไขหรือเพิกถอนนั้นไว้เถิด”
 
ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ไว้ตามมาตรา 22 วรรคสอง ซึ่งต่างกับที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมณเฑียรบาลฯ
 
 
ข้อสังเกตของผู้เขียน
 
1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยเฉพาะหมวด 2 พระมหากษัตริย์มีบทบัญญัติขัดกับกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 อยู่หลายเรื่องซึ่งล้วนแต่เป็นสาระสำคัญอันเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ก็ร่างขึ้นภายหลัง กฎมณเฑียรบาลฯ ควรจะหลีกเลี่ยงการขัดกันกับกฎหมายสำคัญ เช่นนี้
 
2) หากจะคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ประสงค์จะแก้ไขบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลก็ควรจะดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักการแก้ไขกฎหมาย
 
3) ตามกฎมณเฑียรบาล หมวดที่ 7 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่จะมีพระดำริว่ามีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขหรือเพิกถอนข้อความใด ๆ แม้แต่ส่วนน้อยหนึ่งในกฎมณเฑียรบาล
 
4) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงนัดประชุมองคมนตรี และต้องมีองคมนตรีมา ประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แห่งจำนวนองคมนตรีและองคมนตรีจำนวนดังกล่าวเห็นควรแก้ไขเพิกถอนตามพระราชประสงค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงค่อยมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขหรือเพิกถอน
 
5) ถ้าองคมนตรีที่มาประชุมนั้นมีผู้เห็นควรให้แก้ไขหรือเพิกถอนมีจำนวนไม่ถึง 2 ใน 3 แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระขันติระงับพระราชดำริที่จะทรงแก้ไขหรือเพิกถอนนั้นเสีย (คือไม่ทรงแก้ไข)
 
6) ได้ตรวจดูรายงานการประชุมของ สสร. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 มาตรา 24 หมวดพระมหากษัตริย์แล้ว มีบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ร่างไว้แต่เพียงว่า “คงเดิมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540" และยังบันทึกไว้ด้วยว่า “หลักการดังกล่าวนี้มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นครั้งแรก” การบันทึกเหตุผลไว้แต่เพียงสั้นๆ เช่นนี้ อาจเป็นเหตุให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจได้ จึงสมควรแสดงเหตุผลในการแก้ไขไว้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 หมวด 2 ในอนาคต
 
7) หากมีการพิจารณาหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 2 อย่างไรแล้วน่าจะต้องตรวจดูประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 เพราะอาจจะมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ดังกล่าวข้างต้น
 
8) การแสดงความคิดเห็นขอแก้ไขบทกฎหมายในเรื่องเหล่านี้โดยเปิดเผยไม่ควรถูกมองว่ามีเจตนาล้มล้างสถาบันแต่ประการใด เพราะเป็นการกระทำในวิถีทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ผู้คิดล้มล้างสถาบันนั้นคงไม่เสนอขอแก้ไขกฎหมายที่บกพร่อง แต่น่าจะเป็นผู้ซึ่งคิดดำเนินการซ่องสุมผู้คนและซ่องสุมอาวุธเพื่อกระทำการดังกล่าวในทางลับ ๆ มากกว่า
 
ผู้เขียนมีโอกาสทราบทางสื่อว่ามีนักการเมืองและบุคคลบางกลุ่มออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ หมวด 2 พระมหากษัตริย์เป็นจำนวนไม่น้อย
 
แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่านักการเมืองหรือบุคคลเหล่านั้นได้ทราบความจริงในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ถ้าไม่ทราบคิดผิดแล้วคิดใหม่ได้
 
แต่ถ้าทราบมาก่อนแล้ว ยังคิดคัดค้านการแก้ไขอยู่อีก ท่านก็ต้องตั้งคำถามตัวท่านเองว่าการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดนี้ กระทำเพราะท่านจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใจจริง หรือ ว่าทำไปเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น.
 
 
 
หมายเหตุ : น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปัจจุบันอาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  
 

Friday, February 14, 2014

ญ. “หญิง”

ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น

โดย ลั่นทมขาว

เราไม่สามารถสร้างสังคมใหม่แห่งสังคมนิยมได้ ถ้ากรรมาชีพชายและหญิงไม่สามัคคีกัน และถ้าจะเกิดความสามัคคีดังกล่าว ทั้งชายและหญิง แต่โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องสลัดความคิดกดขี่หรือดูถูกผู้หญิงออกจากหัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความดีความชั่วของปัจเจก แต่เป็นเรื่องโครงสร้างสังคม และการต่อสู้ทางชนชั้น

มันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” ที่มนุษย์จะมากดขี่กัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์บางคนสร้างขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขสังคมชนชั้นในอดีต เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง

นักมาร์คซิสต์คนสำคัญ ชื่อ เฟรดเดอริค เองเกิลส์ เป็นคนที่ริเริ่มการศึกษาปัญหาการกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบ ในหนังสือ “กำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินเอกชน และรัฐ”  เองเกิลส์ อธิบายว่าแรกเริ่มมนุษย์บุพกาลไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ และไม่มีครอบครัว คือหญิงชายมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมของแต่ละคน ไม่มีคู่ถาวร ตอนนั้นมนุษย์ไม่มีครอบครัวแต่มีเผ่า และลูกที่เกิดมาจะทราบว่าใครเป็นแม่ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สำคัญเพราะเด็กๆ ทุกคนถือว่าเป็นลูกของชุมชน และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของส่วนรวม แบ่งกันอย่างเสมอภาคเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ในยุคบุพกาลจะมีการเก็บของป่าและล่าสัตว์ สังคมไม่มีส่วนเกินหรือคลังอาหาร วันไหนได้อะไรก็มาแบ่งกันกิน แต่เมื่อมนุษย์รู้จักการเกษตรและเริ่มมีส่วนเกิน จะมีผู้ชายคนหนึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่หรือตั้งตัวเป็น “พระ” และจ้างอันธพาลติดอาวุธมาเป็นลูกน้องของตน ประชาชนที่เหลือจะตกเป็นทาสและถูกบังคับให้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งส่วย ให้ผู้ปกครอง แต่ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบสังคมใหม่แบบนี้ ให้ประโยชน์กับคนธรรมดาบ้าง เพราะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากในสมัยบุพกาลเดิม
   
ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น จะเห็นว่าเริ่มมีการสร้างระเบียบครอบครัวที่ระบุว่าหญิงต้องเลี้ยงลูกเป็น หลักในขณะที่ชายมีบทบาทสาธารณะ และชนชั้นปกครองมักกล่อมเกลาให้ทั้งชายและหญิงยอมรับว่าผู้ชายสำคัญกว่า ผู้หญิง และผู้หญิงต้องไม่นอกใจผู้ชาย

นี่คือที่มาของการกดขี่สตรีในสังคมชนชั้น ซึ่งเกิดพร้อมกับระบบการปกครอง กองกำลังอันธพาล และกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้รองรับ “รัฐ” ซึ่งแปลว่าถ้าเราจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ เราต้องจัดการกับสังคมชนชั้น และรัฐนายทุนปัจจุบัน
   
แต่เนื่องจากระบบทุนนิยมต้องการให้ผู้หญิงออกไปทำงานในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทุกวัน และไม่พร้อมจะจ่ายเงินเดือนกับผู้ชายในระดับที่จะเลี้ยงลูกเมียได้ ผู้หญิงจึงได้รับการศึกษามากขึ้น และมีความมั่นใจซึ่งมาจากการที่ออกไปทำงาน มีรายได้ของตนเอง และไม่ต้องพึ่งผู้ชาย ซึ่งมีผลในการพัฒนาความคิดของสตรีเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ ดังนั้นระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้สตรีออกมาสู้เพื่อปลดแอกตนเองด้วย แต่พร้อมกันนั้นมักมีการเน้นหรือเสริมคุณค่าของ “ครอบครัวจารีต” เพื่อให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยาก และเพื่อบังคับให้งานบ้าน และงานเลี้ยงลูกหรือคนชรา ตกอยู่กับผู้หญิง แทนที่จะเป็นภาระของส่วนรวม สรุปแล้วมันเป็นวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐนายทุน และลดภาษีที่เก็บจากกลุ่มทุน เพื่อเพิ่มกำไร
   
จะเห็นว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ขัดแย้งในตัว เกี่ยวกับสภาพสตรี ทั้งกดขี่และสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้พร้อมกัน
   
เราชาวมาร์คซิสต์จะต้องอาศัยการเพิ่มขึ้นของความมั่นใจในหมู่สตรี เพื่อช่วยกันผลักดันการต่อสู้ทางชนชั้น องค์กรจัดตั้งหรือพรรคสังคมนิยมของเรา จะต้องขยันต่อสู้ทางความคิดกับลัทธิศีลธรรมจารีตแบบคับแคบเสมอ เราต้องรณรงค์ให้กรรมาชีพเข้าใจลักษณะการกดขี่ทางเพศ และให้หญิงกับชายสามัคคีกัน พร้อมกันนั้นเราจะต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่นสิทธิในการทำแท้งเสรี สิทธิที่จะได้เงินเดือนเท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือสิทธิลาคลอด ฯลฯ ซึ่งแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ แต่ในระยะยาวเราต้องการสลายสถาบันครอบครัวที่กดขี่ผู้หญิง เราต้องการสลายระบบชนชั้น และเราต้องการล้มรัฐนายทุน มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด จะได้มีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิตตามรสนิยม มีเสรีภาพที่จะรักเพื่อนมนุษย์คนใดก็ได้ตามรสนิยม และมีเสรีภาพที่จะรักและดูแลเด็กๆ ของสังคมทุกคนอย่างอบอุ่น

Monday, February 10, 2014

สังคมนิยมประชาธิปไตย ทางออก หรือ ทางเลือก


สังคมนิยมประชาธิปไตย คือรูปแบบการปกครอง ทางการเมืองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ สามารถคิดค้นด้านการมีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ ในส่วนที่เรียนรู้ปฏิบัติตาม หรือ ลอกเรียนแบบตามกันมาคือให้มีการเลือกตั้งโดยใช้ระบบเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศ ส่วนรายละเอียดนั้นก็จะแตกต่างกันไป ในเงื่อนไขของการพัฒนาที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศให้มากที่สุด หลายประเทศคิดถึงระบบการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลจัดการตนเอง

ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้น ใช้รูปแบบสังคมนิยม ระบบสังคมนิยมในจินตนาการตั้งอยู่บนความคิดที่ต้องการให้ระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยุติธรรม ทุกคนร่วมกันทำงานเพื่อสร้างผลผลิตส่วนรวม และได้รับ สวัสดิการ พยายามกระจายรายได้โดยรัฐให้ประชาชนให้ทั่วถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีรัฐสวัสดิการที่ควรมีอยู่พอสมควร ระบบสังคมนิยมไม่จำเป็นที่จะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการหรือระบอบใดระบอบหนึ่งแต่สามารถอยู่ได้ทุกระบอบเพราะเป็นเพียงระบบเศรษฐกิจเท่านั้นไม่ใช่ระบอบการปกครอง
ความหมาย ธัมมิกสังคมนิยม (พุทธทาสภิกขุ)

“...โลกจะต้องมีระบบการปกครองที่ไม่เห็นแก่ตัวคน และให้ประกอบไปด้วยธรรมะ. ระบอบการปกครองในโลกที่ไม่เห็นแก่ตัวคนตัวบุคคลคือมือใครยาวสาวได้สาวเอานี้ จะเปิดโอกาสให้ระบบการปกครองนั้นประกอบอยู่ด้วยพระธรรม หรือพระเจ้า แล้วแต่จะเรียก ไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เรียกไว้ทีก่อนว่า ระบบธัมมิกสังคมนิยม"

สังคมนิยม ก็แปลว่า เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัวเอง, ไม่เห็นแก่ตัวกูคนเดียว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ จึงจะเรียกว่าสังคมนิยม แล้วการเห็นแก่สังคมนั้นต้องถูกต้องด้วย ; เพราะว่าผิดก็ได้เหมือนกัน. การเห็นแก่สังคมผิด ๆ ก็คุมพวกไปปล้นคนอื่น หาประโยชน์มาให้แก่พวกตัวนี้ มันก็ผิด ก็เลยต้องใช้คำว่า “ธัมมิก” ประกอบอยู่ด้วยธรรมนี้ เข้ามานำหน้าไว้ว่า ธัมมิกสังคมนิยม-ระบอบที่ถือเอาประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก และประกอบไปด้วยธรรม

ตัวอย่างประเทศที่สามารถเรียนรู้ ที่มีการจัดรูปแบบ การปกครองที่เรียกว่า “สังคมนิยม ประชาธิปไตย” โดยรูปแบบการจัดการ “รัฐสวัสดิการ”

ประเทศสวีเดนคือประเทศหนึ่งของหลายประเทศ รูปแบบการปกครอง เป็นรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยทางอ้อม โดยใช้วิธีการเลือกตั้งตัวแทนไปนั่งในสภา เป็นแบบสภาเดียว แต่ยังมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุขที่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ลักษณะหลักคิดวิธีการคล้ายประเทศไทย ความแตกต่างคือทุกอย่างที่เป็นกฎหมายการวางกฎเกณฑ์ร่วมกัน ที่นำไปสู่การปฏิบัติมีการกระทำอย่างเคารพ และยอมรับในกติกา ไม่มีการละเมิด ในทุกส่วน แม้กระทั่งระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะที่นี่เขามีกติการ่วมกันว่า กฎหมายคืออำนาจสูงสุดของประเทศที่พลเมืองพึงปฏิบัติตาม เป็นสิทธิและหน้าที่ หัวใจของการปกครองโดยวิธีนี้ ผมวิเคราะห์ว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อคนในสังคม ต้องมีคุณภาพ มีวินัย มีศีลธรรมจริยาธรรม ให้เกียรติผู้คนอื่นๆ ที่สำคัญคือต้องรู้หน้าที่ เคารพกติกาที่ได้ถูกสร้างมาร่วมกัน

อำนาจที่นี่ไม่ถูกกระจุกไว้กับคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะความที่คนที่นี่มีกลุ่มคนที่หลากหลาย กลุ่มความคิดที่หลากหลาย กฎหมายของเขาไม่มีเลยที่จะปิดกั้นไม่ให้คนรวมกลุ่ม แม้แต่กลุ่มความคิดนั้นจะไม่เห็นด้วยกับภาครัฐ ไม่ห้ามตามกฎหมายแล้ว ยังแถมมีกฎหมายให้งบประมาณการรวมกลุ่มชนด้วย เพราะเขาถือว่าการรวมกลุ่มขึ้นมาก็เพื่อการสร้างสรรค์ สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม การรวมกลุ่มที่จะถูกยกเว้น คือกลุ่มองค์กรที่มีเจตนาร้าย และ กระทำการล้มล้างผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคมเท่านั้น การปกครองภายใต้กฎหมายของเขานี้เมื่อเขาว่ามันคืออำนาจสูงสุดมันก็สูงสุดจริงๆ ไม่มีใครแม้แต่จะกล้าคิดมาทำลายล้าง ความมั่นคงของสังคมเขาจึงมี และ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อการสร้างสรรค์ตลอดเวลา

ประเทศสวีเดนเป็นประเทศที่ถูกปกครองด้วยระบบการเมืองหลายพรรค หลายอุดมการณ์ การจะให้อุดมการณ์แนวไหนเข้ามาปกครองประเทศก็ยู่ที่ประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจ ฉะนั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่นี่ มีค่อนข้างมาก ที่เป็นเช่นนี้ได้ดังที่กล่าวมาแล้วว่าสังคมที่นี่เป็นสังคมเปิด การรวมหมู่ รวมกลุ่ม จัดตั้งองค์กรเป็นไปอย่างหลากหลาย ตามความสนใจ ตามกลุ่มผลประโยชน์ ตามแนวคิด พรรคการเมืองที่มีอยู่ก็หลากหลาย มีทางเลือกให้กับผู้คนในสังคม

พรรคการเมืองที่มีอยู่ในประเทศสวีเดน แยกพรรคที่มีแนวความคิดที่แตกต่างกันได้ประมาณ 4-5 แนวคิดคล้ายกันบ้าง แตกต่างกันอย่างสุดขั้วบ้าง แนวทางของพรรคการเมืองที่เด่นชัดคือ

1. แนวทางสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกเลือกเข้ามาบริหารประเทศมากที่สุด มีอยู่สองพรรคการเมืองหลักที่อยู่ในแนวทางนี้ คือ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) ที่มีเสียงรองรับโดยมาตรฐานอยู่ที่ 29-32เปอร์เซ็นต์ และ พรรคฝ่ายซ้าย (Vanster) ก่อนที่ประเทศโซเวียติ ที่เป็นคอมมิวนิสต์จะล่มสลายคือพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศสวีเดน และ เป็นพรรคการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรค สังคมนิยมประชาธิปไตย หลังจากการร่วมกันต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในประเทศ พรรคนี้ได้รับคะแนนเสียง อยู่ในระดับ 4-5 เปอร์เซ็นต์ พรรคแนวทางนี้ คะแนนเสียงที่ได้รับเป็นกรอบเป็นกำ จะมาจากองค์กรกรรมกร ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่าสามล้านกว่าคน จากประชากรประมาณ เก้าล้านคน

2. สายอนุรักษ์ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม เพิ่งก่อเกิดขึ้นมาได้ไม่ถึงยี่สิบปี เป็นพรรคการเมืองที่คนหนุ่มคนสาวให้ความสนใจเข้าร่วมมาก นโยบายของพรรคนี้คือ การอนุรักษ์ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม ชื่อพรรคก็ชื่อนี้ หรือคนต่างชาติมักจะเรียกชื่อว่าพรรค กรีน (Green)หรือพรรค เขียว ซึ่งพรรคการเมืองนี้จะจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อม และ การบริโภคมาก เขาเป็นหูเป็นตาในเรื่องนี้แทนประชาชนทั้งประเทศได้ พรรคนี้กำลังมาแรง คะแนนเสียงอยู่ในระดับ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เวลาต้องเลือกลงคะแนนจัดตั้งรัฐบาล พรรคนี้มักให้คะแนนเสียงไปทางด้าน แนวทางสังคมนิยม

3. แนวเสรีนิยม คือพรรคประชาชน (Flock Party) คะแนนเสียงที่ได้รับส่วนใหญ่ คือผู้ประกอบการรายย่อย และคนทำงานในสำนักงาน หรือระดับผู้บริหาร องค์กรจัดตั้งที่เป็นส่วนงานบริหาร ที่แยกออกมาจากกรรมกร คะแนนเสียงจะไม่แน่นอน บางครั้งเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ บางครั้งเกือบไม่ได้เข้าไปนั่งในสภา ที่มีเกณฑ์ต่ำสุดไว้ 4 เปอร์เซ็นต์ พรรคนี้เป็นที่รู้จักกันเชิงแนวคิดฝ่ายขวา คือเรามักเข้าใจแบบชาวบ้านคือแนวทางทุนนิยม พรรคนี้จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวา คือพรรคที่มีแนวทางทุนนิยม และ อนุรักษ์นิยม (คำว่าเข้าร่วม กับ คำว่าสนับสนุน ผู้เขียนหมายความว่า ถ้าเข้าร่วมคือเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล คำว่าสนับสนุนคือลงคะแนนเสียงให้ แต่ไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล)

4. แนวทางทุนนิยม ได้แก่พรรค โมเดอร์ลาสต์ เป็นพรรคฝ่ายขวาที่มีคะแนนเสียงสนับสนุนมากที่สุด สิบปลายๆ ถึงยี่สิบ เปอร์เซ็นต์ต้นๆ แนวคิดทางระบบทุนนิยม เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการ รายละเอียดของผู้มาลงคะแนนเสียงให้กับแต่ละพรรคก็น่าสนใจ มักเป็นไปตามนโยบายผลประโยชน์ และ แนวคิด

5. พรรคสนับสนุนเกษตรกร คือพรรค เซ็นเตอร์(Center) เสียงสนับสนุน ที่ได้รับคือผู้ประกอบการทางการเกษตร ผู้เข้าร่วมในพรรคเขาก็มีฐานทางการผลิต ประเทศนี้ที่น่าสนใจของพรรคการเมืองคือ เขาจะมีกิจกรรม ให้กับกลุ่มองค์กรของเขา และ การมีส่วนร่วมในการรักษาผลประโยชน์ พรรคการเมืองนี้เช่นเดียวกัน จะมีการบริการ ความรู้ ร้านค้า ซึ่งเป็นลักษณะการสร้างเป็นองค์กรบริการประชาชน คะแนนเสียงพรรคนี้จะไม่มาก ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ พรรคนี้ถ้าฝ่ายขวาได้คะแนนเสียวข้างมาก ก็จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล

6. พรรคทางด้านศาสนา คริสต์เตียนดีโมแครสต์ (Christian Democrat) หลักคิดเป็นไปตามชื่อที่เรียก มีแนวทางอนุรักษ์นิยม ใช้ศาสนาเป็นแนวทาง คะแนนเสียงสนับสนุน ส่วนใหญ่คือผู้ที่เคร่งศาสนา และ ผู้ที่เชื่อแนวทางแก้ปัญหาสังคมโดยแนวทางนี้ มีคะแนนเสียงมากเกือบเป็นลำดับหนึ่งของฝ่ายขวา ประมาณ สิบเปอร์เซ็นต์ขึ้น

7. ระยะหลังๆมีพรรคการเมือง ประเภทขวาจัดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันภายในประเทศ คือพรรคการเมืองประเภทต่อต้านสีผิว พรรคนี้ระยะหลังได้เข้าไปนั่งในสภาด้วย แต่พรรคการเมืองทั่วไปจะไม่สนใจให้เข้าร่วมกำหนดนโยบาย
จากข้อมูลระบบพรรคการเมืองการเลือกตั้ง เราจะได้เห็นพรรคการเมืองที่หลากหลายมาก ถ้าลงรายละเอียดของหลักคิดความเชื่อวิธีการจะแตกต่างกัน อย่างทุนนิยม และ เสรีนิยม หรือ สังคมนิยมกับพรรคฝ่ายซ้าย ซึ่งการมีพรรคการเมืองที่หลากหลาย สังคมผู้คนที่หลากหลาย มีความคิดความเชื่อที่แตกต่าง แต่ละคนที่มีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตั้ง เขาก็จะคิดเลือกผู้แทน แน่นอน 1. กลุ่มก้อนที่เขาร่วมอยู่ 2. หลักคิดวิธีการการแก้ปัญหา ในแต่ละช่วง (โอกาสพลิกโผมักจะมีให้เห็นเสมอ)

จึงไม่เป็นเรื่องยากที่ประชาชนสวีเดน จะเลือกผู้แทนของเขา เขามักจะไม่สนใจว่ารัฐบาลจะต้องมีเสียงข้างมากหรือน้อย เมื่อพวกเขาตัดสินใจเลือกแล้ว นักการเมืองต้องไปทำหน้าที่ให้ประชาชนที่เลือกเขามาให้ได้ ฉะนั้นในประเทศสวีเดน จึงมีการปกครองระบบหลายพรรคการเมือง และ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ก็คือเสียงส่วนน้อยในสภา บางครั้งก็เป็นรัฐบาลร่วมหลายพรรค บางครั้งก็เป็นรัฐบาลเสียงส่วนน้อยเพียงพรรคเดียว แต่การเมืองในระบบรัฐสภาของเขาก็ไม่เคยที่จะสร้างปัญหาให้คนในสังคม

คนสวีเดนถูกฝึกฝนให้เคารพกติกา และ เคารพในหน้าที่ระบบการทำงานจึงไม่สับสน แถมไม่วุ่นวาย ผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่อยู่ตรงไหนก็ทำตรงนั้น ทำให้ดีทำตามหน้าที่ เคารพสิทธิของผู้อื่น

ระบบสังคมนิยมประชาธิปไตย รูปแบบรัฐสวัสดิการคือทางเลือกในการปกครองของประเทศนี้ การใช้เงินมากมายเพื่อนำมาดูแลคนในสังคม คนในสังคมจึงต้องมีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละไม่คิดเล็กคิดน้อย ต้องยินดีให้รัฐจัดเก็บภาษี อย่างหนักเมื่อทำงาน นอกจากภาษีของบุคคลที่มีรายได้ทั่วไปที่เก็บกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วการเก็บภาษีประเภทก้าวหน้าเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนในสังคมเขาก็ยินดีจะจ่ายให้ การจัดเก็บภาษีจึงเป็นหัวใจของการจัดระเบียบสังคม ขจัดความอยากมีอยากได้ความเห็นแก่ตัว บางคนอาจจะไม่พอใจ แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ของสังคมเห็นด้วย ก็ต้องยอมจำนน การจัดเก็บภาษีของเขานอกจากเป็นภาษีรายได้ปกติแล้ว ภาษีสมบัติ ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน แม้แต่ภาษีเงินที่สะสม จากระบบการเก็บภาษี ในทุกเรื่องการสะสมสมบัติของคนที่นี่จึงมีน้อยมาก ฉะนั้นการเงินในประเทศนี้จึงหมุนเวียนคล่องตัว การสะสมเงินเพื่ออนาคตจึงมีน้อยมาก เขาคงไม่ต้องเป็นกังวลชีวิตอนาคต เพราะรัฐสวัสดิการดูแลให้ทุกเรื่องตั้งแต่เกิดจนตาย การดูแลของรัฐสวัสดิการ เขาใช้วิชาการในการศึกษา มีตัวชี้วัดความสุขของคน เมื่อมนุษย์มีความมั่นคงในชีวิต มนุษย์ก็ไม่ต้องสะสม ไม่กังวลทำเพื่อตัวเอง สมองก็ปลอดโปร่งที่จะได้คิดสร้างสรรค์ เมื่อคนในสังคมมีกินไม่อดอยากการก่ออาชญากรรมก็จะมีน้อย

นอกจากการเงินของรัฐที่ได้จากการเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว รัฐยังมีรายได้จากกิจกรรมของรัฐเองด้วย การจะจัดการเรื่องสวัสดิการให้ได้ดี รัฐจะต้องมีเงิน ฉะนั้นรัฐจึงต้องมีกิจการเป็นของรัฐ ในระบบการค้าเสรีรัฐไม่ได้หวงห้าม แต่รัฐก็เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อการหารายได้เข้ารัฐด้วย บริษัทใหญ่ๆ และ เกี่ยวกับความมั่นคงในประเทศรัฐจะเป็นผู้เข้าดูแลจัดการ และพร้อมที่จะแข่งขันกับภาคเอกชน หรือ เข้าถือหุ้นเพื่อการดูแลแรงงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่ศึกษาได้ จะเอาแบบอย่างหรือไม่เอา เราก็สามารถเรียนรู้นำมาเผยแพร่เพื่อให้คนในสังคมเรียนรู้ได้ เพื่อการตัดสินใจ หรือจะนำมาประยุค เพื่อนำทางสู่สังคมไทย

รัฐสวัสดิการ หัวใจของแนวคิดคือการขจัดความเหลื่อมลำทางสังคม สร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม ระบบการแข่งขัน มีกฎกติกาที่ให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน เริ่มต้นอย่างไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ทุกครัวเรือนจะได้รับการดูแลเริ่มต้นจากครรภ์มารดา โอกาสทางการศึกษา ที่พักอาศัย อาชีพการงาน ระบบสาธารณูประโภคที่ดี ไม่ต้องหาเงินมาต่อเสริมเติมแต่งให้เกิดความสะดวกสบายกว่าผู้อื่น แม้วัยบั้นปลายของชีวิตรัฐก็จัดการเลี้ยงดูให้

ในประเทศสวีเดน ที่มีการวางระบบให้กับคนในสังคมอย่าง คิดว่าคนคือคน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้อยู่ ได้รับอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ความเชื่อของระบบ คือมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมจะต้องได้รับการบริการทางสังคมขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน ประเทศสวีเดนมีการปกครองรูปแบบสังคมประชาธิปไตย โดยการปกครองดูแลได้รับฉันทามติจากประชาชนที่คัดเลือกตัวแทนมาสู่การบริหารประเทศ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ สังคมนิยมในรูปแบบรัฐสวัสดิการ ที่รัฐต้องดูแลประชาชนให้มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ที่ต้องผ่านประสบการ และ การเรียนรู้ หัวใจของการปกครองในระบอบนี้คือ ผู้นำต้องมีความเชื่อมั่น และ ศรัทธาในประชาชน เห็นคนเป็นเป็นคน ทุกคนในสังคมมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่ปล่อยปละละเลยดูดาย ทำเพื่อความสุขแห่งตนเพียงผู้เดียว

                                                                          สุทธิธรรม เลขวิวัฒน์
 

Monday, February 3, 2014

แนะนำ “สังคมนิยม” และความคิด “มาร์คซิสต์ เบื้องต้น


สังคมนิยมคืออะไร
    
“สังคมนิยม” เป็นระบบที่มนุษย์ฝันถึงมานาน ตั้งแต่เกิดสังคมชนชั้นที่ไร้ความเสมอภาคและความยุติธรรม ในสมัยก่อนเขาอาจไม่เรียกว่า “สังคมนิยม” แต่มันมีความหมายเดียวกัน นักสังคมนิยมที่ทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันอย่างเป็นระบบ เพื่อหาทางปฏิวัติไปสู่สังคมนิยม คือ คาร์ล มาร์คซ์ และเพื่อนเขาชื่อ เฟรดเดอริค เองเกิลส์
    
พวกเราชาว “มาร์คซิสต์” เชื่อว่าสังคมนิยมต้องมาจากการกระทำของชนชั้นกรรมาชีพส่วนใหญ่เอง ไม่ใช่มาจากการวางแผนโดยคนคนเดียว หรือกลุ่มคนชั้นสูงในวงแคบๆ หรือผู้นำพรรค หรือกองทัพปลดแอก ดังนั้นสังคมนิยมจะมีลักษณะตามที่กรรมาชีพและพลเมืองส่วนใหญ่พึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะสร้างสังคมใหม่ที่เป็นสังคมนิยม มันน่าจะมีคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้คือ
    
1.เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบอย่างทุนนิยมซึ่งอำนาจควบคุมการผลิตเป็นของนายทุน ทั้งนี้เพราะในระบบสังคมนิยมระบบเศรษฐกิจการผลิตจะถูกควบคุมโดยพลเมืองทุกคน ดังนั้นสังคมนิยมจะเป็นระบบก้าวหน้า ที่ปลดแอกมนุษย์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์
    
2.ในระบบสังคมนิยมจะมีการวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เพื่อสะสมอาวุธ หรือเพื่อการหวังกำไรของคนส่วนน้อย จะเป็นระบบที่มีความเสมอภาคเต็มที่ ไม่มีคนรวย ไม่มีคนจน ไม่มีการกดขี่ทางเพศหรือเชื้อชาติ

3.ในระบบสังคมนิยมจะยกเลิกการขูดรีดของนายทุน โดยการยกเลิกสิทธิ์อันไร้ความชอบธรรมของคนบางคน ที่จะควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างผูกขาดแล้วนำกำไรเข้ากระเป๋าตนเองหรือลงทุน เพื่อหากำไรเพิ่ม ทุกสถานที่ทำงานจึงต้องเป็นของคนงานเอง ของสังคมโดยรวม ไม่มีเจ้านาย ไม่มีชนชั้น บริหารกันเอง ทรัพยากรของโลกจะเป็นของส่วนรวม ดังนั้นการกดขี่แย่งชิงกันระหว่างชาติก็จะหมดไป
    
4.มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่ ไม่ใช่ว่าบางคนมีงานทำที่น่าสนใจ และคนอื่นต้องทำงานซ้ำซาก การทำงานของพลเมืองควรจะเป็นเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจ และสนับสนุนความสร้างสรรค์ของเราทุกคน พลเมืองทั้งสังคมจะได้มีศักดิ์ศรีและได้รับความเคารพรักซึ่งกันและกัน

สังคมนิยมสองรูปแบบ
    
เมื่อเราพูดถึงสังคมนิยม มักจะมีคนนึกถึงระบบเผด็จการในรัสเซียหรือจีน หรือบางครั้งอาจนึกถึงระบบพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยภายใต้ทุนนิยมในประเทศ สแกนดิเนเวีย อังกฤษ หรือออสเตรเลีย แต่แนวคิดสังคมนิยมมีสองรูปแบบที่แตกต่างกันคือ
    
1.สังคมนิยมจากบนสู่ล่าง ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการสร้างหรือบริหาร เช่นสังคมนิยมที่มาจากการสร้างเผด็จการของกลุ่มข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ใน จีน ลาว คิวบา เกาหลีเหนือ หรือรัสเซีย(ภายใต้สตาลิน) หรือสังคมนิยมปฏิรูปที่มาจากการกระทำของ ส.ส. พรรคสังคมนิยมในรัฐสภา สังคมนิยมดังกล่าวเป็นสังคมนิยมประเภท “ท่านให้” ซึ่งเป็นสังคมนิยมจอมปลอม เป็นการประนีประนอมกับระบบกลไกตลาดเสรีของทุนนิยมและอำนาจนายทุน หรือไม่ก็เป็นเผด็จการข้าราชการแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ที่กดขี่ขูดรีดประชาชน
    
2.สังคมนิยมจากล่างสู่บน เป็นสังคมนิยมที่สร้างโดยมวลชนกรรมาชีพเอง ร่วมกับชาวนาระดับยากจน โดยอาศัยการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมเพื่อสถาปนารัฐกรรมาชีพ และรัฐกรรมาชีพดังกล่าวต้องมีกลไกในการควบคุมรัฐตามแนวประชาธิปไตยอย่างชัดเจน เช่นต้องมีสภาคนงานในรูปแบบคอมมูนปารีส หรือสภาโซเวียตหลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 สมัย เลนิน สังคมนิยมประเภทนี้คือสังคมนิยมแบบ “มาร์คซิสต์” เพราะสังคมนิยมเหมือนกับประชาธิปไตยหรือสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ไม่มีใครยกให้ได้ ต้องมาจากการต่อสู้เรียกร้องของมวลชนเอง นี่คือสังคมนิยมที่เราชื่นชมและอยากได้
    
สังคมนิยมมาร์คซิสต์ แตกต่างจากเผด็จการคอมมิวนิสต์แบบ “สตาลิน-เหมา เจ๋อ ตุง” ที่พรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกนำมาใช้ใน รัสเซีย จีน ลาว เขมร เวียดนาม คิวบา หรือ เกาหลีเหนือ และที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยเสนอ  
เนปาล
    
ถ้าเราไปดูประเทศเนปาล เราจะได้บทเรียนเพิ่มเติม ในเนปาลพรรคคอมมิวนิสต์สายเหมา เจ๋อ ตุง ใช้วิธีจับอาวุธสู้กับเผด็จการทุนนิยมของกษัตริย์เนปาล การต่อสู้นี้บวกกับการต่อสู้ของมวลชนในเมือง เช่นนักศึกษาและสหภาพแรงงาน ในที่สุดนำไปสู่ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในการเลือกตั้ง มีการยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ระบบที่พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลเสนอคืออะไร? พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลต้องการกลไกตลาดเสรีของนายทุน!! และต้องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ!! ซึ่งแปลว่าต้องคงไว้การขูดรีดกรรมกรและเกษตรกร เพียงแต่เปลี่ยนประเทศไปเป็นสาธารณะรัฐเท่านั้น
    
การจับอาวุธปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล จึงเป็นการต่อสู้เพื่อประนีประนอมกับระบบทุนนิยม แต่ข้อแตกต่างกับไทยคือ ในเนปาลไม่มีนายทุนใหญ่อย่างทักษิณที่มีอิทธิพลต่อขบวนการและสามารถดึงการต่อสู้ไปเพื่อคงไว้ระบบเดิมที่มีระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
    
ประชาธิปไตยแท้จะเกิดจากการเปลี่ยนประมุขอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีการยึดอำนาจโดยประชาชนในทุกเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ถ้าเรายกอำนาจให้นายทุนดำรงอยู่และขูดรีดต่อไป และถ้าเราเกาะติดนายทุนใหญ่ในขณะที่เขาประนีประนอมกับอำมาตย์ทุนนิยม เราก็จะปลดแอกสังคมไม่ได้
    
การจับอาวุธหรือสร้างกองกำลัง เป็นการตัดขาดบทบาทมวลชนจำนวนมาก เป็นการผูกขาดสิทธิที่จะกำหนดแนวทางโดยแกนนำเผด็จการใต้ดิน ถ้ามีการถกเถียงเกิดขึ้นในแกนนำ จะใช้ปืนแทนปัญญาในการตัดสิน และเมื่อมีการลดบทบาทหรือสลายพลังมวลชน เราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ที่พลเมืองนำตนเองและร่วมสร้างสังคมใหม่ได้