โดย : คนบ้านปาง
บทวิจารณ์นี้ ขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่อง “ตรรกะของนายอภิสิทธิ์” ในกรณีคำกล่าวว่า “…การกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย”
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหวยออนไลน์นี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีความสำคัญมากกว่า “ตรรกะของนายอภิสิทธิ์” – เช่น การกล่าวอ้างเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม เพื่อสร้างภาพ, บริบทของผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหวยสลากกินแบ่ง และหวยออนไลน์ - - เอาไว้ให้ครบกำหนด 30 วัน ที่นายอภิสิทธิ์ ขอเวลาสรุปเรื่องนี้ค่อยมาว่ากันใหม่อีกครั้ง.
...
“...ผมไม่นิยมการแก้ปัญหาในลักษณะการกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทำในวิธีดังกล่าวแล้วนำไปสู่การเพิ่มความรุนแรงของปัญหา กรณีนี้คืออบายมุขให้มากยิ่งขึ้น"
“...ถามว่าตรรกะนี้จะใช้อีกกี่เรื่อง เราจะใช้ตรรกะเดียวกับปัญหายาเสพติดหรือไม่ ว่ามันไม่หมดเสียที ฉะนั้นต้องทำให้ถูกกฎหมาย ปัญหาจะได้แก้ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า และแปลว่าถ้าใครไม่เห็นด้วย สมมุติมีคนเสนอให้รัฐบาลขายยาเสพติด แปลว่าคนคัดค้านเห็นแก่คนค้ายาเสพติดในปัจจุบันหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเราจะใช้ตรรกะแบบนี้ ผมคิดว่าต้องใช้ให้เสมอภาคกับทุกๆ เรื่อง…”
ตรรกะข้างต้น ที่นายอภิสิทธิ์พูด “ถูก หรือผิด” อย่างไร?
(...พูดด้วยความโง่จริง ๆ หรือว่าแกล้งโง่ – ลองมาดูกัน)
เพราะ “หวยออนไลน์” เกิดขึ้นมา เพื่อมาแก้ปัญหาหวยใต้ดิน ซึ่งสร้างผลประโยชน์ให้กับ “ผู้เกี่ยวข้อง” ทั้งกลุ่มมาเฟีย, ธุรกิจแอบแฝง, บุคคลในเครื่องแบบ กระทั่งนักการเมือง ผลกำไรมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี.
แต่เมื่อไม่มีวิธีการอื่นใด และเมื่อเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะแก้ปัญหาหวยใต้ดิน – การออกหวยออนไลน์โดยรัฐ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้เริ่มต้นขึ้นในยุครัฐบาลท่านทักษิณ.
- - ถ้าว่าตามตรรกะ ของนายอภิสิทธิ์ - -
“ยาบ้า” เป็น “สิ่ง” ผิดกฎหมาย (ผิดกฎหมายเหมือนกับหวยใต้ดิน...ตามตรรกะที่นายอภิสิทธิ์ว่า)
แต่ “รัฐบาล” มีวิธีการแก้ปัญหายาบ้า หลากหลายวิธี – ในหลายมิติ.
จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่รัฐต้องไปออก “ยาบ้าออนไลน์” (ยาบ้าถูกกฎหมาย) เพื่อมาแก้ปัญหา
“ยาบ้าใต้ดิน” ที่เป็นยาบ้าผิดกฎหมาย ?!?!?! (ตามตรรกะที่นายอภิสิทธิ์ ยกมาอ้าง)
ดังนั้นตรรกะของนายอภิสิทธิ์ จึงมั่ว - มั่วนิ่ม.!!!
แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่าตรรกะที่ตนได้กล่าวมานั้นถูกต้อง – ก็คงเป็นเพราะความเคยชินมากกว่า.
เพราะเมื่อคราวที่ (พ.ศ. 2551) พรรคประชาธิปัตย์ทำตัวเป็น “รัฐบาลเงา” (คือรัฐบาลนอกกฎหมาย)
ต่อมาเมื่อผ่าน “ขบวนการจัดการ” โดยกลุ่มบุคคล (คนถืออาวุธสงคราม ที่กฎหมายรับรองว่าเป็นทหาร – จากคนที่ผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นคนที่ถูกกฎหมาย...ปรัชญานิดหน่อย) ได้ทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ซึ่งเป็นกระทำผิดกฎหมาย โทษถึงประหารชีวิต - แต่กลับกลายมาเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย (เพราะกระทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ.!!!)
จากรัฐบาลเงา จึงกลายมาเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย - สมใจปรารถนา.!!!
เรื่องรัฐบาลผิดกฎหมาย กลายมาเป็นรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย – โดยการจัดการของกลุ่มบุคคลที่ผิดกฎหมาย แต่กลายมาเป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกกฎหมาย.
เรื่องแบบนี้ เอามารวมกับตรรกะ (การทำสิ่งผิดกฎหมาย ให้กลายมาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย)
แบบของนายอภิสิทธิ์ ได้หรือไม่?
วันนี้ - ในยุคสมัยที่ผู้ปกครองประเทศนี้ ยังใช้พลังอำนาจในการพูด เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง - การทำเรื่อง “ผิดกฎหมาย” ให้กลายเป็นเรื่อง “ถูกกฎหมาย” มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ทำนองเดียวกับตรรกะ (แกล้งโง่) หรือว่า (โง่จริง ๆ) ของนายอภิสิทธิ์.!!!
ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ << "ความเชื่อ" มักไม่ได้รองรับด้วยเหตุผล "ความเชื่อ" มักไม่ทนต่อความจริง "ความเชื่อ" มักอิงสิ่่งที่พิสูจน์ไม่ได้ >>
Sunday, January 10, 2010
“มายาคติ - ความเชื่อ” ในสังคมไทย
โดย : คนบ้านปาง
ย้อนยุคไปพันปีก่อนพุทธกาล ชาวอารยัน (Aryan) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลาง (เชื้อชาติอินโด-ยุโรป, Indo-European) ได้อพยพเข้าสู่ตอนเหนือของอินเดีย ชาวอารยันถือว่าตัวเองมีความเจริญเหนือกว่าคนพื้นเมืองอินเดีย และเป็นผู้ชนะสงคราม แต่เพราะความกลัวว่าเผ่าพันธุ์ของตัวเองจะถูกวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียดูดกลืน จึงมีข้อห้ามไม่ให้ชาวอารยันแต่งงานกับชนพื้นเมือง และแบ่งสังคมเป็น 3 ชนชั้นคือ นักรบ, นักบวช และประชาชน แต่แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป – อินเดียผู้แพ้กลับเป็นผู้ชนะสงครามวัฒนธรรม.!!!
อีกหลายร้อยปีต่อมา “พราหมณ์” ได้นำเอาคำสอนจากคัมภีร์ฤคเวท (พระเวท) มาเป็นกฎเกณฑ์ กำเนิดระบบ “วรรณะ” (Caste) กลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของสังคมอินเดีย, ด้วยคำสอนว่า มนุษย์มีสถานะทางสังคมสูง - ต่ำไม่เท่ากัน, มนุษย์จะประสบผลสำเร็จในชีวิต จะประกอบกิจการใด ๆ รวมไปถึงการบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต [โมกษะ; ภาวะที่อาตมันเข้าไปรวมกับปรมาตมัน (พรหมัน) ทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป [1] มนุษย์จึงต้องปฏิบัติตน และเคร่งครัดต่อ "วรรณะ" ของตน.
คำว่า "วรรณะ"[2] ความหมายตามรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลว่า สี รูป ชาติกำเนิด ลักษณะคุณสมบัติ "วรรณะ" ได้แบ่งชาวอินเดีย ออกเป็น 4 ชนชั้น คือ วรรณะพราหมณ์ ; นักบวชผู้ประกอบพิธีกรรม ครู (แต่งสีขาว), วรรณะกษัตริย์ ; ปกครองบ้านเมือง ทหาร (แต่งสีแดง), วรรณะไวศยะ/แพศย์ ; ค้าขาย เกษตรกรรม (แต่งสีเหลือง), วรรณะศูทร ; กรรมกร ทาส ผู้รับใช้วรรณะอื่น (แต่งสีดำ) – ยังมีวรรณะที่ต่ำกว่าวรรณะศูทร (พวกนอกวรรณะ) ; “วรรณะจัณฑาล” เป็นลูกที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะ เป็นชนชั้นที่ถูกรังเกลียดมากที่สุดในสังคม.
เมื่อสังคมเข้าสู่ยุคราชาธิปไตย “พราหมณ์” ได้เรียนรู้ว่า “ผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคม คือผู้มีสถานะสูงสุดในสังคม” ดังนั้นเพื่อรักษาวรรณะของตนให้อยู่เหนือวรรณะอื่น และยกศาสนาของตนให้สูงกว่าลัทธิโยคะ ศาสนาเซ็น และศาสนาพุทธซึ่งกำลังเป็นความเชื่อใหม่ในยุคนั้น, พราหมณ์จึงอ้างความเป็น “ผู้แทนของเทพ” ในการเป็นผู้มอบสภาวะความเป็นเทพให้กับ “กษัตริย์” (ซึ่งสภาวะความเป็นเทพ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานะของกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตย), เกิดการเปลี่ยนแปลงคติในศาสนาพราหมณ์ (ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) เกิดมีนิกายต่าง ๆ [3] เช่น ไศวะนิกาย นับถือพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพสูงสุด เป็นเทพผู้สร้าง และผู้ทำลาย, ไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) ว่าเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ในยามทุกข์เข็ญ ถึงขนาดจะอวตารเป็นพระอนาคตวงศ์ของพระพุทธเจ้า - ยังมีการอ้างถึง, ทั้ง 2 นิกาย ต่างบำเพ็ญตบะด้วยการทรมานร่างกายสารพัดวิธี เพื่อมุ่งมั่นให้วิญญาณของอาตมัน ไปรวมกับปรมาตมัน (ซึ่งเป็นวิธีบำเพ็ญตบะของโยคะ; อัตตกิลมถานุโยค[4]: ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาก่อนที่จะตรัสรู้).
ระบบวรรณะของอินเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “อารยธรรมอินเดีย” ที่ไหลบ่าเข้าสู่ดินแดนแห่งภูมิภาคนี้ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ผู้ปกครองในดินแดนซึ่งมีอารยธรรมต่ำกว่า ย่อมต้องการ “องค์ความรู้” จากอารยธรรมที่สูงกว่า ยิ่งเป็นความรู้ที่มาจากดินแดนที่มีวิทยาการสืบทอดกันมานับพัน ๆ ปี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสร้างอาณาจักร.
จากการแบ่งแยกชนชั้นด้วย “ระบบวรรณะ” ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแบ่งแยกด้วย “ระบบศักดินา”[5], จากเมือง “อโยธา” ของพระรามในประเทศอินเดีย กลายมาเป็น “กรุงศรีอยุธยา”.
อิทธิพลความเชื่อที่มาพร้อมกับ “วรรณะ” ได้นำเอากรอบความคิดใหม่ มาให้กับดินแดนนี้ พร้อมกับการสถาปนาความเป็นอวตารของ “พระศิวะ - พระวิษณุ” ให้กับชนชั้นผู้ปกครอง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกรรม กฎหมาย[6] โหราศาสตร์ ดารา-ศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ นาฏศิลป์ และวรรณกรรม. จากศาสนาที่เป็นจิตวิญญาณของชุมชนถูกบิดเบือนให้เป็น “ศาสนาเพื่อชนชั้น” จากพระพุทธศาสนา (นิกายเถรวาท) ที่เคร่งครัดในพระวินัย – พระธรรมคำสอน, กลายเป็นพระพุทธศาสนา (นิกายมหายานผสมพราหมณ์ฮินดู) ที่อาศัยพิธีกรรมความเชื่อเรื่องเทพเจ้า – ภูตผี – วิญญาณ ที่คอยหลอกหลอนผู้คนตลอดมา.
ทั้งหมดเพื่อทำให้ผู้ปกครองมีความศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ, มีอำนาจอย่างชอบธรรม – มีอำนาจสูงสุดที่จะปกครอง โดยมีความเชื่อในทางศาสนามารองรับอำนาจของผู้ปกครอง, จนกลายเป็น “มายาคติ” ที่หยั่งรากลึก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง.!!!
ความเชื่อแบบเทวนิยม ทำให้ศรัทธาในพระพุทธศาสนากลายเป็นความเชื่อเรื่อง “นรก – สวรรค์ –กรรมเวร - พรหมลิขิต” เช่น คติความเชื่อใน “ไตรภูมิกถา” ; ชนชั้นในสังคมเกิดจาก “กฎแห่งกรรม” ผู้มีอำนาจ มีชีวิตที่สุขสบาย เป็นเพราะ คนเหล่านั้นได้ทำบุญกุศลมาก่อนในอดีตชาติ ส่วนผู้คนที่อดอยากยากไร้ เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทำความชั่ว หรือทำบุญกุศลไม่เพียงพอในอดีตชาติ ดังนั้นบุคคลที่มีสถานะสูงสุดในสังคม ก็คือ บุคคลที่เคยสร้างบุญกุศล และสร้างคุณงามความดี มากที่สุดในอดีตชาตินั่นเอง.[7]
ระบบ (วรรณะ) ศักดินา ได้ทำให้ “พระพุทธศาสนา” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเอื้ออาทร ความเป็นพี่น้อง ความเป็นสังคม “ภราดรภาพ” ของเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง “เจ้านายกับข้าไพร่” (การใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไม่มีในเกือบทุกประเทศ ถือว่าหน้าที่นี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่แต่รักษาประเทศ การรักษาความสุขเป็นหน้าที่ของราษฎรเอง[8]), เกิดระบอบอุปถัมภ์ แต่อุปถัมภ์เฉพาะกลุ่มคนที่ให้ประโยชน์กับชนชั้น (สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้อพยพต่างชาติมีโอกาสสร้างฐานะความร่ำรวย ในขณะที่ข้าไพร่ คนในชาติ ถูกผูกพันด้วยระบบเกณฑ์แรงงาน คนต่างชาติได้เข้าทำการค้าแทนคนในชาติ และกลายเป็นชนกลุ่มใหม่ที่ทำธุรกิจร่วมกับชนชั้นปกครอง[9]), เกิดอุดมคติที่เป็นการทำลายอิสรภาพ – ความเสมอภาคในสังคม ยึดถือคติการเป็น “เจ้าคนนายคน”, ความเชื่อมั่นในความเป็นปัจเจกชนถูกละทิ้ง ไม่มีจินตนาการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ไม่มีการปรับตัว - หวังพึ่งพิงจากรัฐบาล ไม่มีความคิดในการพึ่งพาตนเอง. ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสร้าง “รัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุม”.!!!
วันนี้สังคมไทยก็มี “วรรณะ” : วรรณะเหลือง; ฝ่ายพันธมิตรฯ และผู้เกลียดชังทักษิณ, วรรณะแดง; ฝ่ายทักษิณ, นปช. และผู้เรียกร้องความยุติธรรม, วรรณะน้ำเงิน; ฝ่ายนายเนวิน ภารกิจหลักคือขัดขวางสีแดง, วรรณะขาว; ต้องการให้ทุกสีหันมาพูดคุยกัน.
วันนี้ “ศึกวรรณะสีเสื้อ” จะลงเอยอย่างไร? กลับไม่สำคัญเท่ากับ - สังคมไทยจะได้อะไรจากประสบการณ์ครั้งนี้???
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย, การเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยจากกรุงศรีอยุธยา มาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ คือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตาม “บัญญัติแห่งโลกสมมติ” แต่สิ่งที่เป็น “สมมติสัจจะ” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ วัฒนธรรมแห่ง “ความเชื่อ” – ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่สามารถเรียนรู้ และแยกแยะได้ว่า อะไรคือ “มายาคติ” - อะไรคือ “ความเป็นความจริง”.!!!
ย้อนยุคไปพันปีก่อนพุทธกาล ชาวอารยัน (Aryan) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลาง (เชื้อชาติอินโด-ยุโรป, Indo-European) ได้อพยพเข้าสู่ตอนเหนือของอินเดีย ชาวอารยันถือว่าตัวเองมีความเจริญเหนือกว่าคนพื้นเมืองอินเดีย และเป็นผู้ชนะสงคราม แต่เพราะความกลัวว่าเผ่าพันธุ์ของตัวเองจะถูกวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียดูดกลืน จึงมีข้อห้ามไม่ให้ชาวอารยันแต่งงานกับชนพื้นเมือง และแบ่งสังคมเป็น 3 ชนชั้นคือ นักรบ, นักบวช และประชาชน แต่แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป – อินเดียผู้แพ้กลับเป็นผู้ชนะสงครามวัฒนธรรม.!!!
อีกหลายร้อยปีต่อมา “พราหมณ์” ได้นำเอาคำสอนจากคัมภีร์ฤคเวท (พระเวท) มาเป็นกฎเกณฑ์ กำเนิดระบบ “วรรณะ” (Caste) กลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของสังคมอินเดีย, ด้วยคำสอนว่า มนุษย์มีสถานะทางสังคมสูง - ต่ำไม่เท่ากัน, มนุษย์จะประสบผลสำเร็จในชีวิต จะประกอบกิจการใด ๆ รวมไปถึงการบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต [โมกษะ; ภาวะที่อาตมันเข้าไปรวมกับปรมาตมัน (พรหมัน) ทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป [1] มนุษย์จึงต้องปฏิบัติตน และเคร่งครัดต่อ "วรรณะ" ของตน.
คำว่า "วรรณะ"[2] ความหมายตามรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลว่า สี รูป ชาติกำเนิด ลักษณะคุณสมบัติ "วรรณะ" ได้แบ่งชาวอินเดีย ออกเป็น 4 ชนชั้น คือ วรรณะพราหมณ์ ; นักบวชผู้ประกอบพิธีกรรม ครู (แต่งสีขาว), วรรณะกษัตริย์ ; ปกครองบ้านเมือง ทหาร (แต่งสีแดง), วรรณะไวศยะ/แพศย์ ; ค้าขาย เกษตรกรรม (แต่งสีเหลือง), วรรณะศูทร ; กรรมกร ทาส ผู้รับใช้วรรณะอื่น (แต่งสีดำ) – ยังมีวรรณะที่ต่ำกว่าวรรณะศูทร (พวกนอกวรรณะ) ; “วรรณะจัณฑาล” เป็นลูกที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะ เป็นชนชั้นที่ถูกรังเกลียดมากที่สุดในสังคม.
เมื่อสังคมเข้าสู่ยุคราชาธิปไตย “พราหมณ์” ได้เรียนรู้ว่า “ผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคม คือผู้มีสถานะสูงสุดในสังคม” ดังนั้นเพื่อรักษาวรรณะของตนให้อยู่เหนือวรรณะอื่น และยกศาสนาของตนให้สูงกว่าลัทธิโยคะ ศาสนาเซ็น และศาสนาพุทธซึ่งกำลังเป็นความเชื่อใหม่ในยุคนั้น, พราหมณ์จึงอ้างความเป็น “ผู้แทนของเทพ” ในการเป็นผู้มอบสภาวะความเป็นเทพให้กับ “กษัตริย์” (ซึ่งสภาวะความเป็นเทพ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสถานะของกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตย), เกิดการเปลี่ยนแปลงคติในศาสนาพราหมณ์ (ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) เกิดมีนิกายต่าง ๆ [3] เช่น ไศวะนิกาย นับถือพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพสูงสุด เป็นเทพผู้สร้าง และผู้ทำลาย, ไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) ว่าเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ในยามทุกข์เข็ญ ถึงขนาดจะอวตารเป็นพระอนาคตวงศ์ของพระพุทธเจ้า - ยังมีการอ้างถึง, ทั้ง 2 นิกาย ต่างบำเพ็ญตบะด้วยการทรมานร่างกายสารพัดวิธี เพื่อมุ่งมั่นให้วิญญาณของอาตมัน ไปรวมกับปรมาตมัน (ซึ่งเป็นวิธีบำเพ็ญตบะของโยคะ; อัตตกิลมถานุโยค[4]: ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาก่อนที่จะตรัสรู้).
ระบบวรรณะของอินเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “อารยธรรมอินเดีย” ที่ไหลบ่าเข้าสู่ดินแดนแห่งภูมิภาคนี้ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ผู้ปกครองในดินแดนซึ่งมีอารยธรรมต่ำกว่า ย่อมต้องการ “องค์ความรู้” จากอารยธรรมที่สูงกว่า ยิ่งเป็นความรู้ที่มาจากดินแดนที่มีวิทยาการสืบทอดกันมานับพัน ๆ ปี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสร้างอาณาจักร.
จากการแบ่งแยกชนชั้นด้วย “ระบบวรรณะ” ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแบ่งแยกด้วย “ระบบศักดินา”[5], จากเมือง “อโยธา” ของพระรามในประเทศอินเดีย กลายมาเป็น “กรุงศรีอยุธยา”.
อิทธิพลความเชื่อที่มาพร้อมกับ “วรรณะ” ได้นำเอากรอบความคิดใหม่ มาให้กับดินแดนนี้ พร้อมกับการสถาปนาความเป็นอวตารของ “พระศิวะ - พระวิษณุ” ให้กับชนชั้นผู้ปกครอง พร้อมทั้งลัทธิพิธีกรรม กฎหมาย[6] โหราศาสตร์ ดารา-ศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ นาฏศิลป์ และวรรณกรรม. จากศาสนาที่เป็นจิตวิญญาณของชุมชนถูกบิดเบือนให้เป็น “ศาสนาเพื่อชนชั้น” จากพระพุทธศาสนา (นิกายเถรวาท) ที่เคร่งครัดในพระวินัย – พระธรรมคำสอน, กลายเป็นพระพุทธศาสนา (นิกายมหายานผสมพราหมณ์ฮินดู) ที่อาศัยพิธีกรรมความเชื่อเรื่องเทพเจ้า – ภูตผี – วิญญาณ ที่คอยหลอกหลอนผู้คนตลอดมา.
ทั้งหมดเพื่อทำให้ผู้ปกครองมีความศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ, มีอำนาจอย่างชอบธรรม – มีอำนาจสูงสุดที่จะปกครอง โดยมีความเชื่อในทางศาสนามารองรับอำนาจของผู้ปกครอง, จนกลายเป็น “มายาคติ” ที่หยั่งรากลึก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อ จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง.!!!
ความเชื่อแบบเทวนิยม ทำให้ศรัทธาในพระพุทธศาสนากลายเป็นความเชื่อเรื่อง “นรก – สวรรค์ –กรรมเวร - พรหมลิขิต” เช่น คติความเชื่อใน “ไตรภูมิกถา” ; ชนชั้นในสังคมเกิดจาก “กฎแห่งกรรม” ผู้มีอำนาจ มีชีวิตที่สุขสบาย เป็นเพราะ คนเหล่านั้นได้ทำบุญกุศลมาก่อนในอดีตชาติ ส่วนผู้คนที่อดอยากยากไร้ เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทำความชั่ว หรือทำบุญกุศลไม่เพียงพอในอดีตชาติ ดังนั้นบุคคลที่มีสถานะสูงสุดในสังคม ก็คือ บุคคลที่เคยสร้างบุญกุศล และสร้างคุณงามความดี มากที่สุดในอดีตชาตินั่นเอง.[7]
ระบบ (วรรณะ) ศักดินา ได้ทำให้ “พระพุทธศาสนา” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเอื้ออาทร ความเป็นพี่น้อง ความเป็นสังคม “ภราดรภาพ” ของเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง “เจ้านายกับข้าไพร่” (การใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไม่มีในเกือบทุกประเทศ ถือว่าหน้าที่นี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่แต่รักษาประเทศ การรักษาความสุขเป็นหน้าที่ของราษฎรเอง[8]), เกิดระบอบอุปถัมภ์ แต่อุปถัมภ์เฉพาะกลุ่มคนที่ให้ประโยชน์กับชนชั้น (สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้อพยพต่างชาติมีโอกาสสร้างฐานะความร่ำรวย ในขณะที่ข้าไพร่ คนในชาติ ถูกผูกพันด้วยระบบเกณฑ์แรงงาน คนต่างชาติได้เข้าทำการค้าแทนคนในชาติ และกลายเป็นชนกลุ่มใหม่ที่ทำธุรกิจร่วมกับชนชั้นปกครอง[9]), เกิดอุดมคติที่เป็นการทำลายอิสรภาพ – ความเสมอภาคในสังคม ยึดถือคติการเป็น “เจ้าคนนายคน”, ความเชื่อมั่นในความเป็นปัจเจกชนถูกละทิ้ง ไม่มีจินตนาการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ไม่มีการปรับตัว - หวังพึ่งพิงจากรัฐบาล ไม่มีความคิดในการพึ่งพาตนเอง. ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสร้าง “รัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุม”.!!!
วันนี้สังคมไทยก็มี “วรรณะ” : วรรณะเหลือง; ฝ่ายพันธมิตรฯ และผู้เกลียดชังทักษิณ, วรรณะแดง; ฝ่ายทักษิณ, นปช. และผู้เรียกร้องความยุติธรรม, วรรณะน้ำเงิน; ฝ่ายนายเนวิน ภารกิจหลักคือขัดขวางสีแดง, วรรณะขาว; ต้องการให้ทุกสีหันมาพูดคุยกัน.
วันนี้ “ศึกวรรณะสีเสื้อ” จะลงเอยอย่างไร? กลับไม่สำคัญเท่ากับ - สังคมไทยจะได้อะไรจากประสบการณ์ครั้งนี้???
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย, การเปลี่ยนแปลง ยุคสมัยจากกรุงศรีอยุธยา มาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ คือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตาม “บัญญัติแห่งโลกสมมติ” แต่สิ่งที่เป็น “สมมติสัจจะ” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ วัฒนธรรมแห่ง “ความเชื่อ” – ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่สามารถเรียนรู้ และแยกแยะได้ว่า อะไรคือ “มายาคติ” - อะไรคือ “ความเป็นความจริง”.!!!
อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะขจัดอิทธิพลทักษิณ และรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ได้อย่างไร
โดย : ลูกชาวนาไทย
หากผมเป็นนักคิด นักยุทธศาสตร์หรือนักวิชาการฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย ผมต้องคิดถึงคำถามระยะยาวนี้ คำถามถึงอนาคตว่า
พวกเราจะอยู่รอดได้อย่างไร จากอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร
พวกเราจะรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ให้คงอยู่ต่อไปได้อย่าง ภายใต้บรรายากาศตาสว่างที่ระบาดไปทั่วเช่นนี้
การต่อสู้ทางการเมืองในระยะสั้นต้นปีหน้านี้ แม้ว่าจะโหมโรง ปูพรมฟื้นคืนอุดมการณ์ซาบซึ้งกันอย่างเต็มที่ จริง ๆ แล้วมันจะได้ผลหรือไม่
จะคงสภาพเดิมหรือ Status Quo ไปได้นานสักแค่ไหน
คนที่ไม่หลอกตัวเอง ก็ตอบได้ว่า คงไม่เกินชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง (เหลืออีกไม่นานนัก แทบจะหาความมั่นใจไมได้)
อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร หากมองกันแบบวิชาการแล้ว มันไม่ใช่ “ตัวทักษิณ ชินวัตร” แต่มันคือ สิ่งรวมๆ ที่เรียกว่า “ทักษิโณมิกส์” หรือ ประชานิยม หรืออะไรก็แล้วแต่ หากพูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ มันคือแนวคิด”ทุนนิยมเสรี” หรือทุนนิยมโลกาภิวัตร” ที่เน้นการค้าเสรี การลงทุนเสรี เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่ประชาชน มุ่งขยายรายได้ในภาคชนบท ส่งเสริมความเข็มแข็งของคนรากหญ้าผ่านระบบ micro-creditเป็นต้น และที่เพิ่มเติมเข้ามาในการปฎิบัติของทักษิณก็คือ การนำระบบสวัสดิการสังคมบางส่วนเข้ามาใช้ เช่น โครงการสามสิบบาท เป็นต้น แม้ในแง่ของรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบWelfare State จะยังไมเต็มที่ก็ตาม แต่มันคือ “การก้าวก้าวแรก” เนื่องจากรายได้ของประเทศยังไม่เพียงพอที่จะมีสวัสดิการเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ เช่น การประกันการว่างงานเป็นต้น แต่เมื่อมีการเดินก้าวแรกไปแล้ว ก้าวอื่นๆ คงตามมาในระยะต่อไป
สำหรับอุดมการณ์ซาบซึ้ง หรือ แนวคิดอนุรักษ์นิยม มุ่งรักษาสถานะภาพเดิมของสังคมไว้ รักษาอำนาจและอิทธิพลของคนชั้นสูง สร้างอิทธิพลของคนชั้นสูงโดยเน้นเครือข่ายคนชั้นนำที่เชื่อมโยงกัน โดยมีต้นเครือข่ายอยู่ที่กลุ่ม inner ring หรือกลุ่มองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นลำดับต้นๆ
โลกในอีก 20 ปี ข้างหน้า เป็นโลกที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่แบ่งออกเป็นสองค่ายคือ ค่ายสหรัฐอเมริกา กับค่ายของโซเวียต หากอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว ก็จะได้รับความคุ้มครองจากพี่เบิ้ม อำมาตยาธิปไตยไทย แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกามานาน แต่โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ เช่น กลุ่มอเมริกาเหนือ กลุ่มโลกมุสลิม กลุ่มสหภาพยุโรป+ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย กลุ่มเศรษฐกิจจีนญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศอื่นๆ เช่นอินเดีย อาเซียนเป็นต้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางด้านอุดมการณ์แบบยุคสงครามเย็น และอิทธิพลของอเมริกาจะลดลง
สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ระบบอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายแบบอินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทุกอนูของชีวิต อิทธิพลของสื่อ กระแสหลักแบบ Mass Media จะลดลง สื่อกระแสรองเช่น เว็บไซต์ โทรทัศน์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์จะเข้ามาแทนที่
ที่สำคัญ พรมแดนประเทศจะมีบทบาทน้อยลง ข้อมูลข่าวสารจะไหลข้ามพรมแดนอย่างเสรี และอยู่พ้นขอบข่ายอำนาจกฎหมายของรัฐ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่อาจบังคับใช้กับเว็บต่าง ๆ ที่อยู่นอกพรมแดนได้ การปิดกั้นข่าวสารจากนอกพรมแดนของรัฐ ไม่อาจทำได้
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลัทธิอำมาตยาธิปไตย แนวคิดเศรษฐกิจแบบ Self-sufficient จะอยู่รอดได้อย่างไร อุดดมการณ์ซาบซึ้ง จะอยู่รอดได้อย่างไร จะเอาชนะแนวคิด เรื่อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมายไม่มีสองมาตรฐานได้อย่างไร
และที่สำคัญที่สุด จะหา “ศูนย์กลางแห่งความซาบซึ้งอันใหม่” มาแทนอันเก่าที่อย่างไรก็ต้องหมดไปได้อย่าไร
ผมมองแล้ว พวกเขาไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่” เข็มแข็งพอ” ที่จะรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ได้ ไม่มีชุดคำอธิบายที่ทรงพลังเพื่อทดแทน “ชุดอธิบายเรื่องความซาบซึ้ง” ที่ใช้งานหนักจนเสื่อมพลังในการอรรถาธิบาย หรือเสื่อมอิทธิพลลงไปแล้ว
ชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแนวคิด “ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์” ที่ชาวบ้านรากหญ้าเข้าใจมากกว่าจะอธิบายด้วยภาษาวิชาการนั้น ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มองออกได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก
ยิ่ง “เอเย่นต์” แห่งอำนาจเดิม เช่น พล.อ.เปรม หรือ อื่นๆ หมดอายุขัยไป (ไม่นานอีกเหมือนกัน” ตัวแทนใหม่ ๆ ที่มีพลังดึงดูดทัดเทียมทักษิณ นั้นไม่มี อย่าพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ คนๆ นี้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากใช้ “อำนาจแอบแฝงเท่านั้น แต่บารมีไม่มี
แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อเดือนก่อนๆ ยังทำให้มีทหารแปรพักตร์มากมายไหลไปอยู่กับ “พวกทักษิณ” แม้จะเป็นทหารเกษียณก็ตาม แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ทหารที่ยังไม่เกษียณก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงออกเท่านั้น
การที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้นั้น อาณาจักรหรือจักรวรรดิ์โบราณต่างๆ ก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า อำนาจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้ จะต้องมี” อุดมการณ์ที่หล่อหลอม” ให้คนในอาณาจักรนั้นๆ ผูกพันยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกัน ความมั่นคงของอาณาจักรและอำนาจการปกครองจึงจะรักษาเอาไว้ได้
อุดมการซาบซึ้งนิยม นั้น ในเวลานี้ขาดพลังในการยึดเหนี่ยวแล้ว “โรคตาสว่าง” เป็นตัวการทำลายอุดมการณ์ซาบซึ้งนิยม อย่างรวดเร็ว เหมือนโรคระบาดของไข้หวัด 2009
พลังของอินเตอร์เน็ตทำให้โรคตาสว่างระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น
การเอา ที่ปรึกษาแก่ๆ พร้อมกับคำพูดซ้ำซาก มาดึงกระแสกลับนั้นมันทำไม่ได้อีกต่อไป การพูดปฎิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติ มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น เพราะการกระทำมันอธิบายได้ดีกว่าการปฎิเสธแบบหน้าตาย และเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาของประชาชนที่รับฟังมาก ว่าเขาเป็นหัวหลักหัวตอ จะหลอกอย่างไรก็ได้ ผลในทางจิตวิทยามันจึงสะท้อนกลับให้ผลตรงกันข้ามที่เร็วกว่าเดิม ตาสว่างบวกกับความคับข้องใจขยายเร็วกว่าเดิม
แล้วเราจะรักษาอาณาจักรแห่งความซาบซึ้งในดนตรีการแบบเก่าๆ เอาไว้ได้อย่างไร
หากผมเป็นนักคิด นักยุทธศาสตร์หรือนักวิชาการฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย ผมต้องคิดถึงคำถามระยะยาวนี้ คำถามถึงอนาคตว่า
พวกเราจะอยู่รอดได้อย่างไร จากอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร
พวกเราจะรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ให้คงอยู่ต่อไปได้อย่าง ภายใต้บรรายากาศตาสว่างที่ระบาดไปทั่วเช่นนี้
การต่อสู้ทางการเมืองในระยะสั้นต้นปีหน้านี้ แม้ว่าจะโหมโรง ปูพรมฟื้นคืนอุดมการณ์ซาบซึ้งกันอย่างเต็มที่ จริง ๆ แล้วมันจะได้ผลหรือไม่
จะคงสภาพเดิมหรือ Status Quo ไปได้นานสักแค่ไหน
คนที่ไม่หลอกตัวเอง ก็ตอบได้ว่า คงไม่เกินชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง (เหลืออีกไม่นานนัก แทบจะหาความมั่นใจไมได้)
อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร หากมองกันแบบวิชาการแล้ว มันไม่ใช่ “ตัวทักษิณ ชินวัตร” แต่มันคือ สิ่งรวมๆ ที่เรียกว่า “ทักษิโณมิกส์” หรือ ประชานิยม หรืออะไรก็แล้วแต่ หากพูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ มันคือแนวคิด”ทุนนิยมเสรี” หรือทุนนิยมโลกาภิวัตร” ที่เน้นการค้าเสรี การลงทุนเสรี เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่ประชาชน มุ่งขยายรายได้ในภาคชนบท ส่งเสริมความเข็มแข็งของคนรากหญ้าผ่านระบบ micro-creditเป็นต้น และที่เพิ่มเติมเข้ามาในการปฎิบัติของทักษิณก็คือ การนำระบบสวัสดิการสังคมบางส่วนเข้ามาใช้ เช่น โครงการสามสิบบาท เป็นต้น แม้ในแง่ของรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบWelfare State จะยังไมเต็มที่ก็ตาม แต่มันคือ “การก้าวก้าวแรก” เนื่องจากรายได้ของประเทศยังไม่เพียงพอที่จะมีสวัสดิการเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ เช่น การประกันการว่างงานเป็นต้น แต่เมื่อมีการเดินก้าวแรกไปแล้ว ก้าวอื่นๆ คงตามมาในระยะต่อไป
สำหรับอุดมการณ์ซาบซึ้ง หรือ แนวคิดอนุรักษ์นิยม มุ่งรักษาสถานะภาพเดิมของสังคมไว้ รักษาอำนาจและอิทธิพลของคนชั้นสูง สร้างอิทธิพลของคนชั้นสูงโดยเน้นเครือข่ายคนชั้นนำที่เชื่อมโยงกัน โดยมีต้นเครือข่ายอยู่ที่กลุ่ม inner ring หรือกลุ่มองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นลำดับต้นๆ
โลกในอีก 20 ปี ข้างหน้า เป็นโลกที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่แบ่งออกเป็นสองค่ายคือ ค่ายสหรัฐอเมริกา กับค่ายของโซเวียต หากอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว ก็จะได้รับความคุ้มครองจากพี่เบิ้ม อำมาตยาธิปไตยไทย แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกามานาน แต่โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ เช่น กลุ่มอเมริกาเหนือ กลุ่มโลกมุสลิม กลุ่มสหภาพยุโรป+ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย กลุ่มเศรษฐกิจจีนญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศอื่นๆ เช่นอินเดีย อาเซียนเป็นต้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางด้านอุดมการณ์แบบยุคสงครามเย็น และอิทธิพลของอเมริกาจะลดลง
สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ระบบอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายแบบอินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทุกอนูของชีวิต อิทธิพลของสื่อ กระแสหลักแบบ Mass Media จะลดลง สื่อกระแสรองเช่น เว็บไซต์ โทรทัศน์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์จะเข้ามาแทนที่
ที่สำคัญ พรมแดนประเทศจะมีบทบาทน้อยลง ข้อมูลข่าวสารจะไหลข้ามพรมแดนอย่างเสรี และอยู่พ้นขอบข่ายอำนาจกฎหมายของรัฐ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่อาจบังคับใช้กับเว็บต่าง ๆ ที่อยู่นอกพรมแดนได้ การปิดกั้นข่าวสารจากนอกพรมแดนของรัฐ ไม่อาจทำได้
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลัทธิอำมาตยาธิปไตย แนวคิดเศรษฐกิจแบบ Self-sufficient จะอยู่รอดได้อย่างไร อุดดมการณ์ซาบซึ้ง จะอยู่รอดได้อย่างไร จะเอาชนะแนวคิด เรื่อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมายไม่มีสองมาตรฐานได้อย่างไร
และที่สำคัญที่สุด จะหา “ศูนย์กลางแห่งความซาบซึ้งอันใหม่” มาแทนอันเก่าที่อย่างไรก็ต้องหมดไปได้อย่าไร
ผมมองแล้ว พวกเขาไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่” เข็มแข็งพอ” ที่จะรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ได้ ไม่มีชุดคำอธิบายที่ทรงพลังเพื่อทดแทน “ชุดอธิบายเรื่องความซาบซึ้ง” ที่ใช้งานหนักจนเสื่อมพลังในการอรรถาธิบาย หรือเสื่อมอิทธิพลลงไปแล้ว
ชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแนวคิด “ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์” ที่ชาวบ้านรากหญ้าเข้าใจมากกว่าจะอธิบายด้วยภาษาวิชาการนั้น ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มองออกได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก
ยิ่ง “เอเย่นต์” แห่งอำนาจเดิม เช่น พล.อ.เปรม หรือ อื่นๆ หมดอายุขัยไป (ไม่นานอีกเหมือนกัน” ตัวแทนใหม่ ๆ ที่มีพลังดึงดูดทัดเทียมทักษิณ นั้นไม่มี อย่าพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ คนๆ นี้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากใช้ “อำนาจแอบแฝงเท่านั้น แต่บารมีไม่มี
แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อเดือนก่อนๆ ยังทำให้มีทหารแปรพักตร์มากมายไหลไปอยู่กับ “พวกทักษิณ” แม้จะเป็นทหารเกษียณก็ตาม แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ทหารที่ยังไม่เกษียณก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงออกเท่านั้น
การที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้นั้น อาณาจักรหรือจักรวรรดิ์โบราณต่างๆ ก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า อำนาจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้ จะต้องมี” อุดมการณ์ที่หล่อหลอม” ให้คนในอาณาจักรนั้นๆ ผูกพันยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกัน ความมั่นคงของอาณาจักรและอำนาจการปกครองจึงจะรักษาเอาไว้ได้
อุดมการซาบซึ้งนิยม นั้น ในเวลานี้ขาดพลังในการยึดเหนี่ยวแล้ว “โรคตาสว่าง” เป็นตัวการทำลายอุดมการณ์ซาบซึ้งนิยม อย่างรวดเร็ว เหมือนโรคระบาดของไข้หวัด 2009
พลังของอินเตอร์เน็ตทำให้โรคตาสว่างระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น
การเอา ที่ปรึกษาแก่ๆ พร้อมกับคำพูดซ้ำซาก มาดึงกระแสกลับนั้นมันทำไม่ได้อีกต่อไป การพูดปฎิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติ มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น เพราะการกระทำมันอธิบายได้ดีกว่าการปฎิเสธแบบหน้าตาย และเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาของประชาชนที่รับฟังมาก ว่าเขาเป็นหัวหลักหัวตอ จะหลอกอย่างไรก็ได้ ผลในทางจิตวิทยามันจึงสะท้อนกลับให้ผลตรงกันข้ามที่เร็วกว่าเดิม ตาสว่างบวกกับความคับข้องใจขยายเร็วกว่าเดิม
แล้วเราจะรักษาอาณาจักรแห่งความซาบซึ้งในดนตรีการแบบเก่าๆ เอาไว้ได้อย่างไร
Subscribe to:
Posts (Atom)