Monday, July 5, 2010

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 1 (การยุทธและการหยุด)

ทำไม วีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จึงเขียนจดหมายประกาศยุติบทบาทการต่อสู้โดยประกาศลงที่สถานีบางซื่อ ไม่ขอเดินทางต่อไปถึงสถานีหัวลำโพง คำตอบย่อมมาจากการกลั่นกรองเหตุผลหลายประการจนตกผลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ไม่ยอมให้มีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อประชาชนอีกต่อไป

เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีในการต่อสู้

เป็นการตัดสินใจที่เห็นว่าข้อเรียกร้อง "ยุบสภา" ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลแล้วตามเงื่อนไขที่ได้เจรจากัน ดังที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนการเจรจา และผ่านมติเป็นเอกฉันท์ในทุกเรื่อง

รายละเอียดสุดท้ายคือการให้ประกันตัวแกนนำทั้ง 24 คน ซึ่งรัฐบาลยอมรับ ขณะที่แกนนำบางส่วนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำตามคำพูด เพราะหลายคนยังหวั่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งยังเพิ่มข้อเรียกร้องเรื่องนายสุเทพ เทือกสุบรรณต้องมอบตัวให้ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมกรณีสั่งฆ่าประชาชน 10 เมษาฯ อ้างว่าเพื่อเป็นการรับผิดชอบกับชีวิตวีรชนประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องเรื่องสุเทพมอบตัวทำให้เกิดความสับสนในข้อกฎหมายว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไรจึงจะเป็นที่ยอมรับของแกนนำคนเสื้อแดง

วีระ มุสิกพงศ์ เลือกลดบทบาทจากแกนนำลงไปเป็นคนเสื้อแดงธรรมดาเพราะเห็นว่า การทำตามสัจจะที่ได้ประกาศไว้มีความสำคัญต่อสังคมอย่างที่สุด เมื่อประกาศร่วมกันว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เอาการนิรโทษกรรม ย่อมถือว่าสังคมรับรู้แล้ว เมื่อประกาศจะยุบสภาตามวันเวลาที่ชัดแจ้งก็ผูกมัดรัฐบาลต่อสายตาสังคมโลก แกนนำคนเสื้อแดงสมควรมอบตัวโดยมิต้องหวั่นไหวใดๆ แม้จะมีการหักหลัง จับกุมกักขังไม่ให้ประกัน แม้อภิสิทธิ์ สุเทพจะหลบหลีกไม่ยอมมอบตัว ก็เป็นเรื่องปกติของฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจรัฐที่สามารถกระทำเช่นนั้นได้

ส่วนเราจะยื้อยุดฉุดดึงไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะในความเป็นจริง กระบวนการเอาผิดทางกฎหมายต่อรัฐบาลอาชญากรมือเปื้อนเลือดก็มิได้ยุติลงในรัฐบาลชุดนี้ อภิสิทธิ์ - สุเทพ หนีความผิดไม่พ้น ความไม่ชอบธรรมจะตกอยู่กับอภิสิทธิ์ - สุเทพทันที

การเลือกยุติการชุมนุมในจังหวะนี้ ความชอบธรรมจะอยู่กับฝ่าย นปช. สำคัญที่สุด ประชาชนไม่สมควรต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอีกเป็นอันขาด ประชาชนคนเสื้อแดงจะต้องกลับบ้านอย่างปลอดภัย องค์กร นปช.แดงทั้งแผ่นดินยังคงเคลื่อนไหวในหนทางสันติวิธีต่อไปได้ รัฐบาลจะถูกกดดันจากทุกภาคส่วนของสังคมให้ดำเนินการทุกอย่างไปสู่การยุบสภา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ จะกลายเป็นซากศพที่เดินได้

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อดิศร เพียงเกษ,ไพจิตร อักษรณรงค์ และผม เห็นด้วยและตัดสินใจลงสถานีเดียวกัน

แนวทางและชุดความคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจิตใจจำนนและถอย ยอมรัฐบาลมากเกินไป คนที่ยังไม่พร้อมจะลงจึงเดินทางต่อไป ถามว่า การเดินทางต่อมีความคิดชี้นำมาจากองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากแกนนำที่ร่วมประชุมกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นจริง จึงยังไม่อยากวิเคราะห์ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม แนวทางและชุดความคิดนี้หากมองกลับเป็นตรงกันข้าม ย่อมสามารถมองว่าเป็นการ "ต่อสู้" ได้ เพราะการที่แกนนำเดินทางเข้ามอบตัวโดยไม่หวั่นกลัวต่อการจับกุมคุมขัง เท่ากับ แกนนำยอมเสียสละอิสรภาพของตนเพื่อแลกกับการให้ประชาชนกลับบ้าน โดยไม่สูญเสีย ไม่ต้องตายกันอีก เป็นการลงอย่างสันติวิธี ไม่รุนแรง รักษาองค์กรให้คงอยู่และเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไปได้

หลังการประชุมในตู้คอนเทนเนอร์ ที่เวทีราชประสงค์สิ้นสุดลง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 วีระ มุสิกพงศ์ ไม่ได้ขึ้นพูดบนเวทีในคืนนั้น แล้วหายไปจากเวที ส่วน อดิศร เพียงเกษ,ไพจิตร อักษรณรงค์ และผม ยังอยู่ต่อ และเข้าร่วมประชุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 อดิศร ชี้แจงเหตุผลที่เขาต้องยุติบทบาท แล้วลงจากตู้คอนเทนเนอร์ไปก่อนการประชุมจะสิ้นสุดลง ส่วน ไพจิตรและผมได้แจ้งที่ประชุมว่าจะขอลงสถานีบางซื่อเช่นเดียวกับวีระและอดิศร เช้าวันรุ่งขึ้น ไพจิตร อักษรณรงค์ก็ล้มป่วยเป็นไข้หวัด เจ็บคอ ไม่มีเสียง นอนพักรักษาตัว เราสามคนไม่ได้กลับเข้าไปที่เวทีตั้งแต่วันนั้น

เมื่อครั้งที่ผมและไพจิตร อักษรณรงค์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเวทีปราศรัยที่ผ่านฟ้าลีลาศ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน เราคุมสถานการณ์ด้วยสันติวิธี ขณะเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาบินวนในช่วงบ่ายวันนั้น ผมประกาศให้คนออกมาจากเต็นท์ให้หมด มารวมกันหน้าเวที เพื่อให้เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินที่บินสังเกตุการณ์ได้เห็นว่ามีคนเสื้อแดงมากมาย ผมให้พี่น้องนั่งลง สงบนิ่ง ตั้งสติ ทำสมาธิ ยึดหลักการสันติอหิงสา ปล่อยให้ตำรวจทหารเข้ามาโดยไม่ขัดขวาง หากเขาจะมาจับแกนนำ ให้เปิดทางให้เขาเข้ามาจับบนเวที พวกเราพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียใดๆกับพี่น้องประชาชน

หลังจากผมพูดจบลง ไมโครโฟนก็ถูกแย่งดึงโดยบางคนที่ปลุกเร้าเร่าร้อนระดมกำลังให้ออกไปปะทะเผชิญสะกัดกั้นไม่ให้ตำรวจทหารผ่านเข้ามาตามด่านต่างๆ ผลักดันสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง ผมเดินลงจากเวที เพราะผมไม่อยู่ในฐานะที่ไปห้ามปรามแล้วเพื่อนๆจะฟัง และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดสวนทางกันให้สับสน ในใจคิดว่าหากมีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอีก คงรับไม่ไหว ผมติดต่อไปหาณัฐวุฒิ ใสยเกื้อที่เวทีราชประสงค์ให้มาคุมสถานการณ์ที่นี่ด้วยตัวเอง ก่อนที่มันจะลุกลามบานปลาย แต่ไม่เป็นผล ที่สุดก็ปะทะกันรุนแรง หลังเหตุการณ์นี้ผมเร่งเร้าให้ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยุติเวทีที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ หากไม่มีคนนำที่แกนนำเชื่อฟังมาคุมเวที ก่อนที่ประวัติศาตร์นองเลือดจะซ้ำรอย ซึ่งเป็นผลสำเร็จในที่สุดเมื่อตกลงย้ายการชุมนุมไปรวมที่ราชประสงค์จุดเดียว

กรณี 10 เมษายน 2553 คุกคามจิตใจผมให้หดหู่ ขมขื่น และเจ็บปวดอย่างหนัก สำหรับผม พอแล้ว มันเขียนอะไรไม่ออก มันบอกอะไรไม่ถูก มันไม่ได้สร้างพลังอะไรเลย นอกจากสำนึกแห่งธรรมที่ว่าการฆ่าคือบาป และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการฆ่าเล่า จะพ้นบาปไปได้อย่างไร

วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 เมื่อประธานวีระ มุสิกพงศ์ ลงขบวนรถไฟไป เหตุเพราะข้อเรียกร้อง "ยุบสภา" บรรลุแล้ว และแนวทางการต่อสู้ส่อเค้าจะหลุดเฟรมแห่งสันติวิธี มีสำเนียงบางอย่างกระตุ้นเร้าความรุนแรงแทรกซ้อนการนำของ นปช. ผมจึงเห็นด้วยและขอลงสถานีเดียวกับวีระ ใครจะชิงชังรังเกียจและหยามเหยียดอย่างไรก็ว่ากันไป เรารับเสียงร่ำไห้แห่งความโศกเศร้า เลือดเนื้อ น้ำตา การบาดเจ็บ สูญเสีย ไม่ได้อีกแล้ว

บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อชี้แจงเหตุผลแห่งการยุติบทบาทอย่างเป็นทางการของผมและไพจิตร อักษรณรงค์

หยุดคือหยุด ไม่ให้ใคร ต้องตายอีก
หยุดคือหลีก ความรุนแรง อันแฝงฝัง
หยุดแล้วมวลชนได้ไม่พ่ายพัง
หยุดเขาขังหลอกเราก็เข้าใจ

หยุดอาจมีความหมายว่าไม่หยุด
หยุดเพราะแท้ที่สุด หาหยุดไม่
หยุดการตาย เพื่อให้อยู่ สู้ต่อไป
หยุดสงวนกำลังไว้ใช้อีกนาน

ถ้าเราหยุดละวางตรงบางซื่อ
จักได้ความเชื่อถือมหาศาล
คลื่นอธรรมก็จะซัดใส่รัฐบาล
ดำเนินการต้องประกอบด้วยชอบธรรม

หยุดเพราะว่ายุบสภาได้มาแล้ว
เราได้แนวนำเสนอไม่เพ้อพร่ำ
เป็นไปตามยุทธวิธีที่ชี้นำ
ให้ค่อยกินทีละคำจดหมดจาน

เหมือนจะยอม เหมือนจะแพ้ แท้แล้วสู้
ข้างหน้าคุก รออยู่ ไม่สะท้าน
เพื่อหยุดการเข่นฆ่าอย่างสามานย์
นี้คือการ เรียกร้อง หยุดของเรา

(บันทึกนี้เขียนวันที่ 13 พฤษภาคม 2553)

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 2 (ปัญหาสองแนวทางของการนำ)

ปัญหาสองแนวทางของการนำ

ขั้นตอนการต่อสู้ หมายถึงยุทธวิธี มิใช่ยุทธศาสตร์ เหมือนที่ชอบเปรียบเทียบว่า กินข้าวหมดจาน แต่ต้องกินทีละคำ กินหมดจานเป็นยุทธศาสตร์ กินทีละคำเป็นยุทธวิธี อันที่จริง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน มีแนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ชัดเจน กรอบการปฏิบัติงานผ่านมติ จากแกนนำลงสู่ผู้ปฏิบัติงานและสมาชิก นปช.โดยบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เคลื่อนไหวทางความคิดอย่างเป็นเอกภาพ เพียงแต่ในความเป็นจริง ในแกนนำกลับไม่เป็นเอกภาพ และยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ไม่ได้ ต้องยอมรับว่า คนเสื้อแดงทั้งหมด บางส่วนอาจเห็นด้วยกับ นปช. แต่บางส่วนก็อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป จน นปช.ต้องแถลงย้ำยืนยันถึงจุดยืน แยกตัวเองออกจาก กลุ่มแดงสยาม และกลุ่ม เสธ.แดง อยู่บ่อยๆ

การนัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศที่ผ่านมา กำหนดเป้าหมายการต่อสู้เรียกร้องชัดเจนคือ "ยุบสภา" มติเรื่องยุบสภาเป็นมติเอกฉันท์ ของแกนนำ นปช.เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นเดียวชัดเจน ทั้งเนื้อหาเรื่องราวต่างๆที่จะพูดจาปราศรัยก็กำหนดกรอบแนวไว้ล้อมรอบเรื่องยุบสภา

การยุบสภาจึงเป็นยุทธวิธี ซึ่งต้องคิดว่าเรียกร้องแค่นี้ จะลงทุนลงแรงขนาดไหน ต้องสอดคล้องกับเรี่ยวแรงกำลัง และสภาพความจริงที่ตนมีอยู่ ต้องเดินหน้าไปด้วยเหตุผล มิใช่เดินหน้าไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ต้องคิดจากภววิสัยที่เป็นจริง มิใช่คิดจากอัตวิสัย

แต่ความจริงก็คือ องค์กรนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อยู่ในระยะเริ่มต้นดำเนินงานจัดตั้ง การจัดตั้งยังไม่เข้มแข็งพอ แกนนำระดับต่างๆ ยังยอมรับและขึ้นต่อแกนนำระดับ ศูนย์กลางอย่างหลวมๆ การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ถึงที่สุดแล้ว การนำยังไม่เป็นเอกภาพ การนำอยู่ในสภาพการณ์ที่ยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการคุมทิศทางใหญ่บนเวทีว่าจะไปทางใด แม้จะกำหนดจากมติในที่ประชุมแล้ว ก็ตาม แต่เป็นการกำหนดแบบวันต่อวัน อีกทั้งการปฏิบัติตามมติก็มิได้ เคร่งครัดเป็นแนวเดียวกันอย่าง มั่นคงก็หาไม่ มติพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ดังกรณีการเคลื่อนกำลังส่วนหนึ่ง ไปชุมนุมกดดันที่ราชประสงค์ เดิมทีตกลงว่าไปแล้วกลับ หรือหากมีการตั้งเวทีก็จะตั้งชั่วคราวพอพูดจาปราศรัยได้ในเย็นวันนั้น แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไป ไม่ทราบว่ามีการประชุมกันภายหลัง อย่างไร เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ เช่นนี้เป็นต้น

ลักษณะพิเศษของสังคมไทยอย่างหนึ่ง คือ วัฒนธรรมเรื่องการพูดความจริง พูดความจริงทั้งหมด หรือพูดความจริงบางส่วน ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนี่ง เป็นต้นว่า พูดแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อกระบวนการทำงานทั้งหมด พูดแล้วจะส่งผลลบต่อผู้อื่น โดยลืมไปว่า บางครั้งการข้ามไปไม่พูดจะส่งผลเสียหายให้กับส่วนรวมยิ่งกว่า เพราะอาจทำให้ข้อผิดพลาดสำคัญใน เรื่องแนวทางใหญ่ผิดเพี้ยนไป ด้วยการละเลยไม่พูดถึง

ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่จะพูดถึงในที่นี้เป็น เรื่องหลักการ ซึ่งก็คือปัญหาการยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และการนำการต่อสู้ไปถูกทางหรือ ผิดทาง

> แนวทางที่ 1 คือแนวทางต่อสู้ด้วยสันติวิธี มีเป้าหมายที่ "ยุบสภา" การประเมินชัยชนะจากการต่อสู้ใน ครั้งนี้ ต้องถือเป็นชัยชนะทางยุทธวิธี คือยุบสภาพอแล้ว ไม่ใช่ยุทธศาสตร์คือการโค่นอิทธิพลของระบบอำมาตยาธิปไตยในสังคมไทย เพราะฉะนั้น การต่อสู้ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับ ภววิสัยที่เป็นจริง จริงอยู่การพูดปลุกเร้าบนเวทีอาจเลยไกลแบบกลอนพาไปถึงอำมาตย์ ทว่าจะลืมเป้าหมายแท้จริงคือ "ยุบสภา"ไม่ได้ ดังนั้นความสำคัญของการประเมินสถานการณ์จึงเป็นเรื่องใหญ่ แม้ประเมินจากอัตวิสัยของผู้เคลื่อนไหวก็อาจก่อให้เกิดความผิด พลาดได้

สถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อข้าม เดือน เมื่อเมษายน และพฤษภาคมเป็นอย่างไร ต้องย้อนกลับมาที่ ข้อเรียกร้องที่วางไว้แค่ "ยุบสภา" แต่เดิมรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยอมเจรจาใดๆกับฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ยืนยันว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง และจะอยู่ครบเทอม ต่อมามีการเจรจาครั้งแรก เป็นการเจรจาโดยตรงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้ารัฐบาล แม้ผลการเจรจาจะจบลงด้วยการตกลงอะไรกันไม่ได้เลย แต่ก็สามารถตรวจสอบผลบวกลบจากกระแสสังคมได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกระแสสังคม "ตรงกลาง"

สถานการณ์ในเวลาต่อมาเข้มข้นดุ เดือดขึ้น และภาพลบตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลทันที ที่มีการ "ขอคืนพื้นที่" ที่สะพานผ่านฟ้า ราชดำเนิน มีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวน มาก "กรณี 10 เมษายน" ทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรม ภาพพจน์ในทางสากลเสียหาย ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานไป ทั่วโลก จนคณะฑูตจากประเทศต่างๆหลายประเทศ ต้องเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเข้าพบทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงเข้าเยี่ยมเยียนผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ในเวลาต่อมาด้วย ต้องพูดว่ารัฐบาลไม่สามารถขอพื้นที่ที่สะพานผ่านฟ้าคืนได้ ประชาชนต้านการล้อมปราบด้วยสองมือเปล่าอย่างแข็งขัน ขณะที่เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากชายในชุดไอ้โม่งดำอันเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่รัฐบาลก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นกำลังของใครกันแน่

กรณี 10 เมษายน ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีภาพลบ ฆ่าประชาชน ใช้ความรุนแรง ส่งผลให้การชุมนุมที่ราชประสงค์ เพิ่มจำนวนขึ้นคึกคักหนาตา จากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ (รวมถึงคนที่อยู่ "ตรงกลาง") เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับคนเสื้อแดงดังขึ้นจากทุกวงการ แกนนำ นปช.ได้มอบหมายให้มีผู้แทนไปเจรจา กับเจ้าหน้าที่รัฐบาล ที่สุดรัฐบาลก็ยอมให้มีการเลือกตั้งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งมีความหมายว่าวันยุบสภาจะเป็นวันที่ 15-30 กันยายน ตรงนี้หากเราจะลองลำดับขั้นตอน การเรียกร้องต่อสู้เพื่อการ ยุบสภาของคนเสื้อแดงจะเห็นว่าได้รับชัยชนะมาเป็นลำดับได้ดังนี้

1. เริ่มต้นจากรัฐบาลประกาศจะอยู่ ครบเทอม โดยรัฐบาลยังมีเวลาถึง 1 ปี 9 เดือน
2. ต่อมา รัฐบาลขอเวลา 9 เดือน (เท่ากับลดไป 1 ปี)
3. สุดท้าย รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้ง ซึ่งมีความหมายว่าจะยุบสภาภายใน 4-5 เดือน

ความจริงก็คือ หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน รัฐบาลย่อมไม่ยุบสภาอย่างแน่นอน ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวของ นปช.ต่างหากเล่าจึงทำให้รัฐบาล เริ่มยื้อเรื่องเวลาในการยุบสภายื้อไปยื้อมาก็ต้องยอมยุบสภาใน เวลาสั้นที่สุด หากถามว่าเป็นเช่นนี้จะถือเป็นชัยชนะที่น่าพอใจได้หรือยังสำหรับ นปช.

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่แกนนำ นปช.มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่เป็นปัญหา การนำสองแนวทางที่ไม่เหมือนกัน

> ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจา เริ่มถอดใจ และเห็นว่าเราเดินทางมาถึงสถานี "บางซื่อ" ที่สมควรจะต้องลงจากรถไฟแล้ว

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะสร้างความ ชอบธรรมให้ นปช.ที่จะสลายการชุมนุมอย่างสันติสงบ ขณะคลื่นความรุนแรงอันควบคุมไม่ได้กำลังก่อเค้ามืดทะมึนขึ้นมาอย่างที่แกนนำก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (ขณะนั้นมีกรณียิงเอ็ม 79 และการปะทะที่ศาลาแดงเกิดขึ้นแล้ว)

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่คนเสื้อแดง จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย และยิ่งใหญ่ เหมือนขณะที่เมื่อขามาก็เข้ามาชุมนุมอย่างยิ่งใหญ่

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะสงวนกำลัง ของคนเสื้อแดงไว้เคลื่อนไหว ต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ต่อไป

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่กระแสสังคม ทุกภาคส่วนจะซัดกลับไปกดดันที่รัฐบาลว่าจะทำตามคำมั่น สัญญาประชาคมหรือไม่อย่างไร

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะทำให้รัฐ บาลต้องตกเป็นจำเลยแห่งความ รุนแรงในกรณีวันที่ 10 เมษายน

> ตรงนี้ต่างหากเล่าที่อภิสิทธิ์ จะล้างมือที่เปื้อนเลือดถึงสองครั้งสองคราทั้งจากเมษาปี 52 และเมษาปี 53 ได้หมดหรือไม่

> และตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หมดความหมายกลายเป็นซากศพที่เดินได้ในที่สุด

คนจำนวนหนึ่งในแกนนำต้องการหยุด ตรงนี้ เพราะถือว่าการเรียกร้อง "ยุบสภา" ได้มาแล้ว ทั้งคิดสงวนกำลังไว้เพื่อศึกที่ ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคต บางคนได้แสดงออกโดยการลดบทบาทไม่ ขึ้นเวทีปราศรัยลงไปเป็นคนเสื้อแดงที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่วงนอก

ข้อต่อรองอื่นๆนอกเหนือจากนี้ เป็นต้นว่า เมื่อแกนนำ นปช.เข้ามอบตัวแล้วให้ประกันตัวหรือไม่ ให้ประกันตัวกี่คน เจ้าหน้าที่รัฐบาลอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องไปมอบตัวด้วย ไม่น่าจะถือเป็นประเด็น เพราะแม้รัฐบาลจะบิดเบี้ยวไม่ให้ประกันตัว ต้องควบคุมตัวตาม พรก.ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะพี่น้องเราเสียสละชีวิตเมื่อ 10 เมษา ชีวิตสำคัญกว่าอิสระภาพของพวก เรา ข้อต่อรองเรื่องตัวเองจึงไม่ใช่สาระสำคัญ

แนวทางที่ 2 คือแนวทางที่ให้มีการชุมนุมต่อ ปฏิเสธการเจรจาที่ตกลงกันมาแล้ว ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจริงใจที่จะทำตามคำมั่นสัญญา ทั้งวิเคราะห์ปัจจัยด้านบวกอีกหลายประการที่ทำให้เห็นว่า หากชุมนุมยืดเยื้อไปอีกจะได้ชัยชนะที่มากกว่าการยุบสภา มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างนั้น

อีกประการหนึ่ง หลังวันที่ 10 พฤษภาคม ความรุนแรงบางส่วนที่ควบคุมไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ทั้งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีก วันใดวันหนึ่งก็ได้ กระทั่งมีกระแสเข้มข้นข่มขู่ห้ามสลายการชุมนุมในลักษณะปัจเจกบุคคลของบางคนด้วยถ้อยคำกร้าวร้าวรุนแรง

อะไรคือสิ่งที่มากไปกว่านั้นที่ ต้องการได้จากรัฐบาล อะไรคือจุดที่ทำให้แกนนำบางคนต้องเปลี่ยนความคิดกระทันหันจากการเลือกแนวทางที่ 1 มาเป็นแนวทางที่ 2 อะไรคือความคิดชี้นำที่ทำให้เชื่อมั่นว่า การสู้ต่อไปจะทำให้ได้ชัยชนะแบบเด็ดขาด ประเด็นก็คือ ชนะแค่ไหนและอย่างไร คุ้มต่อการต้องสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนต่อไปอีกหรือไม่ โดยเฉพาะหากได้มาแค่ยุบสภาในทันที แล้วต้องเสียชีวิตบาดเจ็บมากมายขนาดนี้ คุ้มหรือ จริงแล้วแม้เพียงชีวิตคนเดียวก็ไม่สมควรแลก

บัดนี้ รอยต่อของสังคมไทยแตกแยกอย่างยาก ที่จะเชื่อมกลับคืนได้สนิท เหมือนเดิม เราอาจผ่านช่วงแห่งการดำเนินสงครามประชาชนระหว่างรัฐเผด็จการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและแนวร่วมมาแล้วในอดีต แต่นั่น หากกล่าวให้ถึงที่สุด ก็เป็นสงครามความขัดแย้งทางการ เมืองของคนชั้นสูง คนชั้นกลาง และปัญญาชนที่ปฏิวัติ เท่านั้น สามัญชนธรรมดายังเป็นเพียงผู้ยืนดูอยู่วงนอก เป็นเพียงผู้ถูกแย่งชิงจากสองฝ่าย ยังไม่ตื่นตัวและเจ็บปวดล้ำลึกเท่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ.นี้ เราจึงผ่านมาได้ด้วยนโยบายที่ใช้ การเมืองนำการทหาร(66/23)

วันนี้รัฐบาลกลับมาใช้การทหารนำ ทั้งเข่นฆ่าโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซ้ำมิได้กระทำต่อนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชนเหมือนเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หากกระทำต่อคนรากหญ้าสามัญชนคนจำนวนเรือนล้านผู้ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อำมหิตเกินกว่าอดีตที่ผ่านมาหลายเท่านัก เช่นนี้แล้วจะหานโยบายอันใดเล่าที่จะมาปรองดองสมานฉันท์ให้ไทยไม่แตกแยกได้ หลังเข่นฆ่าแล้ว เขายังจับกุมคุมขัง ลิดรอนสิทธิ์เสรี แบ่งขั้วแยกข้าง ปากปรองดองแต่ใจเชือดคอ ภาวะปริร้าวของสังคมจึงยากที่หาร่องรอยต่อติด

เมื่อไม่มีพื้นที่ของนิติรัฐนิติธรรม แล้วจะหาพื้นที่ของความเป็นกลาง ได้จากที่ไหน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาล "อันรามลักษณ์ยักษ์ลิงจริงหรือไร สวมหัวให้จึงเป็นลักษณ์ยักษ์หรือลิง" สักวันหนึ่งโขนละครต้องปิดฉากจบเรื่องใครก่อกรรมทำเข็ญเช่นใดไว้จักต้องเผชิญกรรมจริงที่ตนกระทำหนีไม่พ้น "ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ" หากแต่ประชาชนยังอยู่ อยู่ตลอดไป

"ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป" ประชาชนฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่หมด การใช้การทหารยุติปัญหา ก็เหมือนใช้ฝ่ามือปิดฟ้า ปิดอย่างไรก็ไม่มิด ประเทศไทยเดินเข้าจุดอับจนอย่าง ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้.

บันทึกนี้เขียนเสร็จ 11 มิถุนายน 2553

Saturday, June 12, 2010

เสียงเพรียกจากค่ายกักกันอดิศร สระบุรี


เสียงเพรียกจากค่ายกักกันอดิศรสระบุรี
ของสมยศ พฤษภาเกษมสุข บก. Voice of TAKSIN
(ของฝากจากทหารแตงโม ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ )


ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ใช้แรงงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลตัวแทนอำมาตย์ อภิสิทธิ์-สุเทพ ที่จับกุมพี่น้องประชาชน รวมทั้งตัวผมอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นการใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ (สองมาตรฐาน)

ผมถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน ด้วยเพียงเพราะผมกับอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยืนให้สัมภาษณ์ว่า “จะจัดให้มีการชุมนุมในอนาคต” คือจะชุมนุมในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อตามหาวันชาติดังเช่นที่เคยทำมาแล้วในปีก่อน เพียงเท่านี้ก็เป็นความผิดที่ ศอฉ.ได้ยัดเยียดคุกตะรางให้ผม แต่ในเวลาเดียวกันพวกเสื้อ(เหลือง)หลากสีได้จัดชุมนุมในปัจจุบันยื่นข้อเรียกร้องให้ถอดถอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนที่เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับคนเสื้อแดง กลับมีเสรีภาพชุมนุมเกิน 5 คนได้ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินเช่นเดียวกับผมแต่กลับไม่มีความผิด

ผมและอาจารย์สุธาชัยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่หลบหนีจึงเดินไปมอบตัว แต่ปรากฏว่ากลับถูกจับกุมห้ามเยี่ยมห้ามประกันในช่วงแรก และสุดท้ายพวกเขาปล่อยตัวอาจารย์สุธาชัยก่อน เพราะทนแรงกดดันจากเพื่อนคณาจารย์และนักศึกษาไม่ได้ แต่ตัวผมยังถูกจองจำเหมือนเดิมทั้งๆที่ถูกจับด้วยข้อหาเดียวกันเวลาเดียวกัน และมอบตัวพร้อมกัน

ผมมาพิจารณาดูน่าจะเป็นเพราะว่าอาจารย์สุธาชัยมีสถานภาพเป็นข้าราชการอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนตัวผมไม่มีสถานภาพความเป็นข้าราชการ เพราะผมเป็นเพียงประชาชนเช่นคนเสื้อแดงทั่วไปที่ถูกจับกุมตัวโดยไม่มีความผิด และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเหมือนกัน ผมไม่โกรธการตัดสินใจของ ศอฉ.เช่นนี้เพราะอย่างน้อยที่สุดทำให้ผมได้ลิ้มรสของคำว่า “ไพร่” อย่างเป็นจริง

รัฐบาลตัวแทนอำมาตย์อภิสิทธิ์-สุเทพ ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินเองแต่ก็ทำผิดกฎหมายนั้นเอง กล่าวคือตามมาตรา 12 กำหนดว่า “จะควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมอย่างผู้ต้องหาไม่ได้” แต่ตัวผมถูกควบคุมหนักกว่าผู้ต้องหา ซึ่งสถานที่ควบคุมตัวผมและอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ค่ายทหารอดิศร สระบุรี นั้นไม่ต่างอะไรกับค่ายกักกันในสมัยพรรคนาซีเรืองอำนาจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ผมและอาจารย์สุธาชัยถูกจับให้นอนอยู่ในเต็นท์กลางแดดตั้งแต่วันแรกจนถึงขณะนี้โดยมีลวดหนามเป็นขดสูง 2 ชั้นล้อมรอบไว้ และมีทหารถือปืนควบคุมตัว แต่ต่างจากสมัยนาซีตรงที่ทหารบางคนที่ควบคุมตัวนั้นมีจิตใจรักความเป็นธรรมหรือที่เรียกว่า ทหารแตงโม ผมและคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกจองจำทีนี่ถูกห้ามไม่ให้ดูโทรทัศน์ และฟังข่าวสารใดๆ ทั้งจากวิทยุ และหนังสือพิมพ์ รวมตลอดทั้งจะอ่านหนังสือประเทืองความรู้ใดๆ ก็ไม่ได้นอกจาก หนังสือนิตยสารเรื่องม้าเป็นบางเล่มเท่านั้นที่พวกเขาหยิบยื่นให้

การควบคุมตัวในแต่ละวันไม่มีการสอบสวนอะไรในทางกฎหมายมีแต่ทหารมานั่งคุยและคุยอยู่เรื่องเดียวที่วนเวียนซ้ำซาก และต้องการจะให้ผมพูดความเท็จว่าหนังสือพิมพ์ Voice of TAKSIN หรือเสียงทักษิณ ของผมเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และได้รับเงินสนับสนุนจากทักษิณซึ่งผมก็ปฏิเสธไปครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ไม่ใช่” ส่วนการใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณ” ซึ่งพวกทหารของศอฉ.เขาติดใจมากและอยากให้ผมเปลี่ยนชื่อหนังสือนั้นผมก็อธิบายว่าเป็นเทคนิคทางการตลาดไม่ต่างอะไรกับกรณีที่มีคนผลิตขายสินค้ายาชูกำลังที่ชื่อ “ทักษิณสู้” แต่ดูเหมือนว่าพวกทหารที่มาคุยกับผมจะไม่เข้าใจกลไกตลาดโดยเฉพาะธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่เป็นกลไกตลาดทางความคิดเลย

ผมลงทุนหนังสือพิมพ์ครั้งแรกไม่เกิน 5 แสนบาท และก็ยืนอยู่ได้มาเกือบปีกว่าแล้วก่อนถูกอำนาจเผด็จการปิดก็โดยอาศัยบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงทางสังคม โดยไปกราบเขาขอให้ผมใช้ชื่อเขามาตีพิมพ์เป็นประธานบ้างที่ปรึกษาบ้าง เพื่อหนังสือพิมพ์จะได้รับความเชื่อถือและสามารถขายได้ บุคคลเหล่านั้น เช่น คุณสุธรรม แสงปทุม และ คุณวีระ มุสิกพงศ์ ก็กลายเป็นว่าผมรับเงินจากทักษิณผ่านคนเหล่านั้นทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง

ผมพยายามอธิบายให้พวกทหารสมุนอำมาตย์ที่ดูจะโง่เง่ามากในเรื่องสินค้าความคิดว่าชื่อ “ทักษิณ” วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมทางการเมืองหรือต่อสู้กับภาวะ 2 มาตรฐาน ซึ่งมันฝังลึกอยู่ในใจประชาชนไทยมานานแล้ว และมันได้ระเบิดขึ้นจากรูปธรรมของการรวมศูนย์อำนาจรัฐของอำมาตย์พุ่งเข้าทำร้ายไปที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มานานติดต่อกันเกือบ 4 ปีแล้ว

ดังนั้นชื่อหนังสือพิมพ์ Voice of TAKSIN จึงเป็นชื่อที่จำได้ง่ายและกินใจประชาชน แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นวันนี้ชื่อทักษิณ และสีแดง ได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นผมก็ขอให้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเสียเลยจะดีไหม?

จริงๆ ผมสามารถจะได้รับการปล่อยตัวทันทีหากลงลายมือชื่อยืนยันว่าผมได้รับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณมาพิมพ์หนังสือ ผมเข้าใจว่าพวก ศอฉ.คงจะเอาหลักฐานนี้ไปปรักปรำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอน ซึ่งการปฏิเสธของผมไม่ใช่เป็นการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะผมกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยส่วนตัวไม่รู้จักกันและไม่เคยเดินทางไปพบไม่ว่าที่ใดๆ แต่ผมช่วยให้ความจริงปรากฏในบรรณพิภพ ว่าผมสร้างหนังสือพิมพ์นี้ด้วยกำลังกายและด้วยกำลังสมองของผมเอง เพียงแต่อาศัยจิตสำนึกวิญญาณของประชาชนที่โหยหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม เป็นตัวผลักดันผ่านชื่อ “ทักษิณ” ซึ่งคำว่าทักษิณเป็นคำสามัญที่แปลว่า “ทิศใต้”

ผมยอมเสียเสรีภาพ แต่จะไม่ยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งอิสระทางความคิดของการเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่างเด็ดขาด

พบกันบนเส้นทางแห่งเสรีภาพทางความคิด

วิญญาณฆาตกร โดย กาหลิบ


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : วิญญาณฆาตกร
โดย : กาหลิบ

เราต่างรู้ดีว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเล่นปาหี่-ตีสองหน้าอยู่กลางเมือง ในขณะที่ตามล้างตามผลาญฝ่ายประชาชนจนถึงขั้นสิ้นชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียอิสรภาพ อาชีพการงานถูกทำลายย่อยยับ โดยไม่เห็นแก่ความเป็นคนใดๆ เลยนั้น ก็โหมประโคมข่าวสร้างภาพลักษณ์ว่ากำลังปรองดองสามัคคี พร่ำพูดหลักการกลวงๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดสร้าง เพื่อให้ฝ่ายฆ่าทำงานได้สะดวกขึ้น

คนสำคัญให้ความร่วมมืออย่างสุดใจขาดดิ้น เพราะเป็นเจ้าตำรับแห่งการกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยและทำภาพของตัวเองให้บริสุทธิ์สูงส่งไปพร้อมกัน ดีใจจนเนื้อเต้นว่าลูกน้องฆาตกรกลุ่มนี้กำลังสานต่อลัทธิปิศาจที่ตัวเองสถาปนาขึ้น หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาแล้วหลายครั้ง
ปิศาจหัวหน้าและปิศาจลูกน้องจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เกิดมาเป็นหนอนก็ต้องแทะเล็มอุจจาระไปตามกำพืด

แต่ความชั่วร้ายในวันนี้กลับไปปรากฏที่คนกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ๆ ในประเทศนี้ ซึ่งกำลังทำให้ประเทศไทยกลายสภาพเป็นนครปิศาจไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพียงเมืองฟ้าอมรที่ถูกฝูงปิศาจเข้าครอบครองเท่านั้น

นั่นคือชนชั้นกลางที่ไม่รู้สึกยี่หระอะไรกับความตายอันโหดเหี้ยมทารุณของชนชั้นรากหญ้า
ภาพแห่งความตายหาไม่ยากด้วยเทคโนโลยีของยุคนี้ แค่ปรายตามองดูก็จะเห็นทั่วไปว่าอาวุธสงครามที่นำมาใช้กับประชาชนผู้ไร้อาวุธในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓​มันทำอะไรบ้างกับมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้

ภาพนี้ก็เลือดสาด ภาพนั้นก็สมองกระจาย

ส่วนมากสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้เตรียมไปรบราฆ่าฟันกับใคร และส่วนใหญ่ก็ใส่รองเท้าแตะ
อายุก็หลากหลายแตกต่างกันไป เด็กก็มาก คนแก่ก็เยอะ ไม่เหมือนกับฝ่ายฆ่าที่เป็นชายฉกรรจ์ในวัยยี่สิบต้นๆ ที่ถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าโดยเฉพาะ

เห็นภาพเหล่านี้แล้วผู้คนจำนวนหนึ่งในประเทศที่เรียกว่าไทยกลับรู้สึกตายด้าน ไม่มีความเศร้าสะเทือนใจ ไม่มีน้ำตา
ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของหัวใจที่จะมอบให้

กลับรู้สึกดีใจเสียด้วยว่า ได้พื้นที่จราจรมาวิ่งรถหรูหราของตัวเองอย่างสะดวก ได้ห้างสรรพสินค้าคืนมาช็อปปิ้ง โดยไม่ต้องเห็นหน้าอันทุกข์ทรมานของคนยากจนในประเทศ ที่เขาเรียกกันเสียไพเราะว่าเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไป

ใจดำขนาดนี้จะให้เรียกว่าอะไร และมันไหลออกมาจากไหน?

เสพสุขกันอยู่ได้อย่างไรครับ เมื่อคนแก่ถูกยิงด้วยอาวุธสงครามจนสมองกระจาย อาสาสมัครที่เข้าไปทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ถูกฆ่าถูกรุมยิงเพราะฝ่ายฆาตกรต้องการจะลากศพหลบไปเสีย เพื่อมิให้กลายเป็นหลักฐานแสดงพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน

รู้สึกปกติอยู่ได้อย่างไร?

โชคดีที่รัฐบาลชุดนี้ ได้รับคำพูดปลอบประโลมใจจากที่สูง เหมือนน้ำแร่ที่ไหลลงมาจากยอดเขา จนเกิดความเหิมเกริมที่จะสร้างกรรมชั่วต่อไปโดยไม่มีหิริโอตตัปปะปะ

เขาจึงทำอะไรกันกลางเมืองโดยไม่มีความละอายต่อบาปและไม่หวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหม รู้สึกเสียแล้วว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมหันมายิ้มให้กับตน

แต่งตั้ง คณิต ณ นคร เป็นหัวหน้างานสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการสังหารหมู่

แต่งตั้ง สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เป็นโต้โผในงานแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่งตั้ง วสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นเจ้าภาพปฏิรูปตำรวจ

เพียงเท่านี้ก็บอกแล้วว่าเขาไม่สนใจหน้าไหนทั้งนั้น เมื่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยผู้มีอำนาจมากในสังคมไทยสนับสนุนเขาอย่างออกหน้าออกตา เขาก็เหยียบหัวชนชั้นรากหญ้าขึ้นมายืนผึ่งผายได้

ครับ วิญญาณฆาตกรในวันนี้มันไหลเข้าไปสิงร่างของชนชั้นกลางในเมืองไทยเข้าด้วยแล้ว

โรคอำมหิตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นสูงในสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว

หมอผีคนเดียวคงเอาไม่อยู่ ขบวนการไล่ผีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจึงมีความจำเป็น.

(พบคอลัมน์ "เมืองไทยหรือเมืองใคร?" ได้ทุกวันจันทร์,พุธ,ศุกร์)

วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ บรรยายความโหดเหี้ยมในวัดปทุมฯ

Thursday, June 3, 2010

ราชประชาวิวาทะ ตอนที่ 4 โดย จักรภพ เพ็ญแข


ราชประชาวิวาทะ ตอนที่ ๔
วันศุกร์ที่ ๒๖ มีนาคม - วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓
โดย : จักรภพ เพ็ญแข
*************************************************************************

(๒๖ มี.ค.) หนังสือ “ไทมส์” ว่าคนไทยรอในหลวง
แก้เหตุการณ์ลุล่วงเลิกใหลหลง
“พฤษภาประชาธรรม” ยังดำรง
กรอบความคิดงุนงงหลงเวลา

“ทักษิณ” งดโฟนอินมาบินเงียบ
ขี่ม้าเลียบค่ายเล่นคงดีกว่า
สังคมเริ่มเปลี่ยนใจใช้เวลา
ไม่เนิ่นช้าคิดอย่าง “ไทมส์” คงตามทัน

ยื่นอุทธรณ์ “ยึดทรัพย์” จับเล่นต่อ
หวังใจขอยุติธรรมเลิกห้ำหั่น
สี่จุดหกหมื่นล้านเงินอัศจรรย์
เป็นความฝันใครหนอจะขอคืน

ฝ่ายตรงข้ามคือโจรเข้าปล้นฆ่า
ปล้นลูกเต้าภรรยาแล้วข่มขืน
ผลักจนตกโคลนตมล้มทั้งยืน
ใครคิดยื่นอุทธรณ์คงอ่อนใจ

แดงเคลื่อนพลอีกครั้งหวังรุกฆาต
ฝ่ายอำมาตย์เพิ่มกำลังระวังใหญ่
จราจรเพิ่มนับพันได้ทันใจ
เกมรุกไล่แมวหนูดูเอามัน

(๒๗ มี.ค.) เดินทางไกลไปถึง “ร. ๑๑”
นึกว่าเสร็จคราวนี้ยึดที่มั่น
“กี้” นำทัพไปทำเนียบพอเหยียบพลัน
ถูกสั่งลั่นให้ถอยทัพกลับเข้ามา

ฝ่ายตรงข้ามแอบแยงว่าแดงแตก
“สุรชัย” ถล่มแหลกยิ่งแตกกว่า
อัดแกนนำไร้กลยุทธ์สุดเวทนา
แต่ปวงประชาย้อนตอบไม่ชอบใจ

อารมณ์คนยกทัพเข้าจับศึก
ท่ามกลางความฮักฮึกเตือนไม่ไหว
นี่แหละคือความจริงทุกสิ่งไป
อารมณ์ใหญ่กว่าปัญญาจนน่ากลัว

เกิดระเบิด “ช่อง ๕” หน้าค่ายทหาร
ไม่ตายด้านตูมลั่นสนั่นทั่ว
ประชาชนบวกทหารคลานระรัว
“กษิต” มั่วออกประกาศวินาศกรรม

(๒๘ มี.ค.) เอ็ม ๖๗ ระเบิดลั่นบ้าน “บรรหาร”
ตำรวจพล่านตรวจสอบกันระส่ำ
แบ็งค์กรุงเทพตลิ่งชันเกิดลั่นซ้ำ
ตัวคนทำหายไปไร้ร่องรอย

นักวิชาการ ๑๕๕ พากันร้อง
รัฐบาลจำต้องลดมาหน่อย
ยุบสภาสามเดือนไม่เกินคอย
เป็นทางถอยจากวิกฤติอย่าปิดทาง

(๒๙ มี.ค.) “เสธ.แดง” ออกโรงมาว่าเราอ่อน
รัฐบาลมันสอนว่ามวยห่าง
ให้ปรับยุทธวิธีมีแนวทาง
แต่เสียงดูเบาบางไร้คนฟัง

ฝนตกหนัก “ทักษิณ” เสนอสู้
รัฐบาลไม่แลดูขุดหลุมฝัง
เมื่อหน้าด้านขนาดนี้จี้ให้พัง
ส่งเสียงดังสู้อำมาตย์จนบาดใจ

“พันธมิตรฯ” ออกโรงจากโลงเก่า
แถลงข่าวเสียงกระเส่าขอเข้าใกล้
ออกคัดค้านนั่นนี่พูดดีไป
แต่ “สนธิ” หายไปไม่เห็นเงา

เจรจารอบสามจะงามไหม
แกนนำถามคนไทยก่อนจะเข้า
เสียงมวลชนชัดใสว่าไม่เอา
จะมุ่งเอาชนะใหญ่เลือดไหลริน

(๓๐ มี.ค.) พรบ. ความมั่นคงฯ
ขยายต่อ กทม. รอบรั้ว และหัวหิน
อ้างประชุมลุ่มน้ำโขงเหมือนตีกิน
ใช้อำนาจจนชินก็สิ้นพลัง

ระเบิดใส่ “มูลนิธิรัฐบุรุษ”
มุ่งตรงจุดจี้ที่คนเชื่อมมนต์ขลัง
ขาด “เปรม” เชื่อมให้คงไร้พลัง
จึงคลุ้มคลั่งสั่งตำรวจตรวจดูแล

ข่าว “ทักษิณ” ถูกขับจับมาเล่น
“สวีเดน” ตอบโต้ว่าตอแหล
ก.ต. ไทยใยโฆษณาสาระแน
ประชาธิปไตยเที่ยงแท้ไม่แคร์ไทย

ประชาธิปัตย์เสนอยุบหกธันวา
แล้วยี่สิบสามมกราเลือกตั้งใหม่
นปช. ตอบลั่นอย่างทันใจ
ยี่สิบล้านแดงไทยระดมมา

ปฏิเสธโดยไม่ปฏิเสธ
รัฐบาลหวังเศษเนื้อตรงหน้า
ก็จะขอสู้ขาดอำมาตยา
ไม่ต้องมาเล่นล้อต่อรองกัน

(๑ เมษ.) เว็บมาสเตอร์ “นปช.ยูเอสเอ”
ถูกจับเข้าซังเตไม่คาดฝัน
“เร๊ดอีเกิ้ล” ถูกส่งไปลงทัณฑ์
เพียงเพราะมั่นใจตามความเป็นคน

ใครกันหนอคือสายฝ่ายอำมาตย์
แอบรุกฆาตรุมจวกกับพวกปล้น
มุ่งทำลายอุดมธรรมที่ดำรง
สักวันหนึ่งมันคงต้องใช้กรรม

แกนนำแดงประกาศพร้อมคุยรอบสาม
แต่ “กอปร์ศักดิ์ฯ” สั่งห้ามจนล้มคว่ำ
อ้างว่าแดงดาวกระจายไม่ชอบธรรม
หากยังย่ำรุมล้อมไม่ยอมคุย

(๒ เมษ.) สหรัฐฯ ออกโรงอ้างเป็นกลาง
ไม่เข้าข้างสีไหนไร้ควันฉุย
แต่ขอเตือนอย่ารุนแรงในการลุย
พร้อมยอมคุยกับทุกสีดีทุกทาง

ยุติธรรมอำพรางระหว่างนี้
เร่งคดี “เร๊ดอีเกิ้ล” รวบหัวหาง
แต่คดี “สนธิ” กลับอำพราง
เลื่อนคดีไปเสียห่างอ้างพยาน

เสื้อชมพูรุมตีสี่เสื้อแดง
คนเวทีเครื่องแรงไม่มองผ่าน
จะเคลื่อนทัพทั่วกรุงมุ่งประจาน
อันธพาลครองเมืองคนของใคร

(๓ เมษ.) แล้วเสื้อแดงปักหลักราชประสงค์
จุดมุ่งหมายจะธำรงให้ยิ่งใหญ่
ประกาศก้องกู่เรื่องทั่วเมืองไทย
ยึดพื้นที่ส่วนใน กทม.

“อภิสิทธิ์” ดิ้นขอให้กลับผ่านฟ้า
ปวงประชาจึงเห็นว่าเป็นต่อ
ปิดแยกราชประสงค์คงเพียงพอ
วอนร้องขอคนไทยเข้าใจกัน

“ทักษิณ” คารวะคนเสื้อแดง
ฝ่ากำแพงยึดแยกเป็นที่มั่น
ราชประสงค์ไร้กำหนดเพื่อกดดัน
หวังคืนวันสว่างใสได้กลับมา

“จตุพร” ประกาศพร้อมทั่วประเทศ
หากถูกปราบขยายเขตไปทั่วหล้า
ศาลากลางทุกจังหวัดจัดคนมา
หากเข่นฆ่าประชาชนเจอคนจริง

(๔ เมษ.) ระเบิดตูมลูกใหญ่ “โพไซดอน”
จากเศษเหล็กปลิวว่อนจนนอนนิ่ง
เอ็ม ๖๗ “เอ็นบีที” ก็มีจริง
แทนที่จะสงบนิ่งยิ่งประลอง

(๖ เมษ.) อีกสองวันระเบิดลงที่ตรงพรรค
“ประชาธิปัตย์” โดนหนักจนเจ็บสอง
เป็นตำรวจเวรยามตามครรลอง
ระเบิดก้องหลังพรรคมุ่งหักใคร

ข่าวเข้ามาสลายม็อบมีรายวัน
แต่เบื้องหลังสารพันเชื่อวันไหน
“ณัฐวุฒิ” ว่าฝ่ายโน้นโยนกันไป
ไม่มีใครกล้ารับมาจับกุม

“ทักษิณ” งดโฟนข้ามสามวันรวด
ใช่เจ็บปวดป่วยไข้ให้เกียรติกลุ่ม
ท่านบอกว่าในวันนี้ที่ชุมนุม
เป็นที่ประชุมยุทธศาสตร์เด็ดขาดไป

การต่อสู้นี้มิใช่เพื่อ “ทักษิณ”
แต่สู้เพื่อแดนดินวิญญาณไพร่
ท่านกลายเป็นผู้ตามให้หามไป
ไม่มีใครบัญชาการนอกบ้านเมือง

(๗ เมษ.) “กี้” นำทัพบุกรัฐสภา
ถูกระเบิดโยนมาหวังมีเรื่อง
มวลชนพร้อมเข้าอัดเพราะขัดเคือง
กะเอาเรื่องรัฐบาลสังหารใคร

แต่สุดท้ายจบลงตรงไกล่เกลี่ย
“อภิวันทน์” ร่วมเคลียร์จนเลิกได้
แดงยอมรับเหตุผลก็ทนไป
เดินทางกลับเวทีใหญ่ในทันที

(๘ เมษ.) สมาคมนักข่าวฯ เขาแถลง
ปิดแต่ทีวีแดงไม่ถูกที่
อ้างฉุกเฉินอย่าละเมิดสื่อที่มี
ใช่เสรีเบ็ดเสร็จเผด็จการ

สามสิบหกเว็ปไซต์ถูกไล่ปิด
อ้างความผิดไม่ชัดดั่งรัฐทหาร
เสรีภาพทุกวันอันตรธาน
สิทธิในข่าวสารผลาญรายวัน

(๙ เมษ.) ลาดหลุมแก้วที่ตั้งของ “ไทยคม”
ทีวีแดงไม่มีชมก็หุนหัน
แก๊สน้ำตาน้ำมาใช้รุกไล่ควัน
บาดเจ็บกันยี่สิบสองต้องพยาบาล

(๑๐ เมษ.) และแล้ว...คืนเลือดกระจายทั่ว
ณ สี่แยกคอกวัวทุ่งสังหาร
กระสุนจริงสาดใส่เป็นสายธาร
มวลชนแดงถูกสังหารผลาญชีวี

อ้างว่าใช้กระสุนยางทุกย่างก้าว
แต่เกิดคาวเลือดยับด้วยทัพผี
ใครอยู่หลังสั่งทัพตัวอัปรีย์
ขอวิญญาณคืนนี้จงเป็นพยาน

แต่ปรากฏกำลังแปลกชำแรกเข้า
ชุดสีดำอมเทาเข้าล้างผลาญ
ช่วยปวงชนคนสู้กับหมู่มาร
จนทหาร ว. บอกถอยออกไป

คนเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลควานหาศพ
เกรงมันจะซ่อนหลบศพที่ไหน
นำวีรชนไร้วิญญาณผ่านฟ้าไทย
ขึ้นบูชาอาลัยในเวที

ร่างที่คลุมธงชาติประกาศบอก
เราปวงชนใช่คนนอกมีศักดิ์ศรี
ประกาศฆ่าประชาชนล้วนคนดี
ความอัปรีย์แห่งระบอบตอบอย่างไร

(๑๒ เมษ.) รัฐบาลแก้ตัวเป็นพัลวัน
อ้าง “เสื้อดำ” ผู้ลั่นกระสุนใส่
“ศอฉ.” ร่วมด้วยช่วยแก้ไป
แต่คลิปโชว์ชัดใสใช่มือปืน

คนเสื้อแดงร่วมงานศพวีรชน
ทั่วทิศาหลังล้นเพราะทนฝืน
ฝ่ายตรงข้ามคือทรราชอำนาจปืน
เสียงสะอื้นปนแค้นช่างแน่นทรวง

นั่งดูข่าวของทหารงานเดียวกัน
สื่อทุกสื่อยืนยันงานศพหลวง
ตาสว่างกันหรือไม่ไทยทั้งปวง
สิ่งใดลวงสิ่งใดจริงนิ่งพิจารณา

(๑๕ เมษ.) ราชประสงค์แน่นขนัดเพราะขัดข้อง
อาลัยรักพี่น้องต้องมาหา
เมื่อบ้านเมืองสีดำต้องนำพา
ตั้งใจฆ่าปวงชนย่อมดลใจ

บาปกรรมนี้มีจริงนิ่งไว้ก่อน
ทั่วนครมองตรงไม่สงสัย
เกิดสงครามเราบัดนี้รู้สู้กับใคร
ถึงเวลาแล้วเมืองไทยจักเปลี่ยนแปลง.